วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

 

๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

คาถาขึ้นต้นว่า “พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน...”

เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๑๔ และเรื่องสุดท้ายของยมกวรรค แห่งพระธรรมบท เป็นเรื่องที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับปิดท้ายภาคแรก เพราะพระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเรียนรู้ธรรมมาก” กับ “การปฏิบัติธรรมจริง” กล่าวคือ ผู้กล่าวธรรมได้มากแต่ไม่ปฏิบัติ ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากธรรม ส่วนผู้กล่าวธรรมแม้เพียงเล็กน้อยแต่ปฏิบัติตามธรรม ย่อมเป็นผู้เข้าถึงประโยชน์แห่งธรรม


๑. เรื่องโดยสังเขป

ภิกษุสองรูปเป็นสหายกัน รูปหนึ่งเป็นผู้เรียนพระธรรมมาก มีความสามารถในการสาธยายพระพุทธวจนะ และกล่าวธรรมแก่ผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่ว

ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็นผู้มุ่งปฏิบัติ แม้จะเรียนธรรมและสาธยายได้น้อยกว่า แต่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา

ภิกษุรูปแรกเมื่อเห็นว่าตนสามารถกล่าวธรรมได้มาก จึงมีความสำคัญตนว่ามีความรู้เหนือกว่าภิกษุผู้ปฏิบัติ

พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุการณ์ จึงตรัสเตือนว่า การกล่าวธรรมมากมิใช่สิ่งที่จะทำให้บุคคลเป็นผู้เข้าถึงธรรม หากไม่ปฏิบัติตามธรรมที่กล่าวนั้น

พระองค์จึงตรัสพระคาถา ๒ พระคาถา คือ พระธรรมบทคาถาที่ ๑๙–๒๐ ซึ่งเป็นบทสรุปของยมกวรรค


๒. คาถาธรรมบท

พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต
โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ
น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ ฯ

อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน
ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา
ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ ฯ


๓. ความหมายโดยสรุป

พระคาถาแรกกล่าวถึงบุคคลผู้

“พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน”

คือ แม้จะกล่าวธรรมที่รวบรวมไว้มากมาย แต่

“น ตกฺกโร โหติ”

ไม่ประพฤติตามธรรมที่ตนกล่าว

บุคคลนั้นเปรียบเหมือน

“โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ”

คนเลี้ยงโคผู้คอยนับโคของผู้อื่น แต่ตนเองไม่ได้มีส่วนในน้ำนม

ส่วนพระคาถาที่สองกล่าวถึงบุคคลผู้

“อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน”

แม้จะกล่าวธรรมที่รวบรวมไว้เพียงเล็กน้อย แต่

“ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี”

เป็นผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม

ละ

ราค → โทส → โมห

ได้ และเป็นผู้มีปัญญารู้ชอบ มีจิตหลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่น บุคคลเช่นนี้ชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนแห่งสมณะ หรือ มีส่วนแห่งสามัญญผล


๔. ศัพท์สำคัญเรียงตามลำดับ

ศัพท์ชนิดศัพท์ความหมาย
พหุมฺปิอัพยย/สรรพนามแม้มาก
เจนิบาตหาก, แม้ว่า
สหิตํกิริยากิตก์/คุณศัพท์สิ่งที่รวบรวมไว้, พระธรรมที่รวบรวมไว้
ภาสมาโนกิริยากิตก์ปัจจุบันกล่าวอยู่, ผู้กล่าว
นิบาตไม่
ตกฺกโรสมาสผู้ทำตามนั้น
โหติอาขยาตย่อมเป็น
นโรนามบุรุษ, คน
ปมตฺโตคุณศัพท์ผู้ประมาท
โคโปนามคนเลี้ยงโค
คาโวนามโคทั้งหลาย
คณยํกิริยากิตก์นับอยู่
ปเรสํสรรพนามของผู้อื่น
ภาควานาม/คุณศัพท์ผู้มีส่วน
สามญฺญสฺสนามแห่งสมณะ, แห่งความเป็นสมณะ
อปฺปมฺปิอัพยยแม้เพียงเล็กน้อย
ธมฺมสฺสนามแห่งธรรม
อนุธมฺมจารีสมาสผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ราคํนามราคะ
โทสํนามโทสะ
โมหํนามโมหะ
ปหายกิริยากิตก์ละแล้ว
สมฺมปฺปชาโนสมาสผู้รู้โดยชอบ
สุวิมุตฺตจิตฺโตสมาสผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
อนุปาทิยาโนกิริยากิตก์ไม่ยึดถืออยู่
อิธอัพยยในโลกนี้
หุรํอัพยยในโลกหน้า
วานิบาตหรือ
สรรพนามเขา, บุคคลนั้น

๕. วิเคราะห์ พหุมฺปิ

พหุ = มาก

อปิ = แม้, แม้ว่า

เมื่อรวมความหมาย

พหุมฺปิ = แม้มาก, แม้จะมาก

ในคาถานี้หมายถึง

แม้จะกล่าวธรรมไว้มากมาย

เป็นคำที่ตั้งใจนำมาเปรียบเทียบกับ

อปฺปมฺปิ = แม้เพียงเล็กน้อย

จึงเกิดคู่สำคัญ

พหุ ↔ อปฺป

มาก ↔ น้อย

แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงตัดสินคุณค่าของบุคคลด้วย “ปริมาณ” ของธรรมที่เรียนรู้ หากทรงเน้น การปฏิบัติ


๖. วิเคราะห์ สหิตํ

สหิต มีความหมายว่า

สิ่งที่รวบรวมไว้, สิ่งที่ประมวลไว้

ในบริบทพระธรรมบทหมายถึง

พระธรรมที่รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่

ดังนั้น

สหิตํ ภาสมาโน

คือ

กล่าวธรรมที่รวบรวมไว้

ศัพท์นี้จึงสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง พระพุทธวจนะที่ทรงจำและสาธยายสืบต่อกันมา


๗. วิเคราะห์ ภาสมาโน

ภาสมาโน มาจากกิริยา ภาสติ = กล่าว, พูด, แสดง

รูปนี้แสดงการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่

ภาสมาโน = ผู้กล่าวอยู่, กล่าวอยู่

ในคาถาจึงไม่ได้หมายถึงเพียง “รู้ธรรม” แต่หมายถึง

ผู้สามารถกล่าวหรือสาธยายธรรมได้


๘. วิเคราะห์ ตกฺกโร

คำนี้มีความหมายสำคัญมาก

ตํ + กโรติ → ตกฺกโร

โดยใจความ

ผู้ทำตามนั้น, ผู้ประพฤติตามสิ่งที่กล่าว

ดังนั้น

น ตกฺกโร โหติ

หมายถึง

ไม่เป็นผู้ทำตามธรรมที่ตนกล่าว

นี่คือหัวใจของพระคาถาแรก


๙. วิเคราะห์ ปมตฺโต

ปมตฺโต หมายถึง

ผู้ประมาท

ตรงข้ามกับ

อปฺปมตฺโต = ผู้ไม่ประมาท

ในบริบทนี้ ผู้ประมาทคือผู้ที่

เรียนมาก → กล่าวมาก → แต่ไม่ปฏิบัติ

จึงเป็นการเตือนว่า ความรู้ที่ไม่ถูกนำไปใช้ย่อมไม่ทำให้เกิดผลแห่งธรรม


๑๐. อุปมา โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ

เป็นอุปมาที่โดดเด่นมาก

โคโป = คนเลี้ยงโค
คาโว = โคทั้งหลาย
คณยํ = นับอยู่
ปเรสํ = ของผู้อื่น

รวมความว่า

เหมือนคนเลี้ยงโคคอยนับโคของผู้อื่น

คนเลี้ยงโคอาจรู้ว่า

มีโคกี่ตัว
ตัวไหนเป็นโคอะไร
ตัวไหนอยู่ตรงไหน

แต่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของโค และไม่ได้รับประโยชน์จากโคเหล่านั้น

ฉันใดก็ฉันนั้น

ผู้กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ปฏิบัติตามธรรม ก็เหมือนคนเลี้ยงโคที่นับโคของผู้อื่น


๑๑. วิเคราะห์ ภาควา

ภาควา หมายถึง

ผู้มีส่วน, ผู้มีส่วนได้รับประโยชน์

ในคาถานี้หมายถึง

ผู้มีส่วนแห่งสามัญญผล

ตรงข้ามกับผู้ที่เพียงกล่าวธรรม แต่ไม่มีส่วนในผลแห่งธรรม

จึงเป็นศัพท์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรื่องนี้


๑๒. วิเคราะห์ สามญฺญสฺส

สามญฺญ มาจากคำว่า สมณ มีความหมายเกี่ยวกับ

ความเป็นสมณะ, ภาวะแห่งสมณะ, ผลหรือประโยชน์อันเกิดจากความเป็นสมณะ

รูป

สามญฺญสฺส

เป็นรูปแสดงความสัมพันธ์ หมายถึง

แห่งสามัญญะ, แห่งความเป็นสมณะ

วลี

ภาควา สามญฺญสฺส

จึงหมายถึง

ผู้มีส่วนแห่งสามัญญะ


๑๓. วิเคราะห์ อปฺปมฺปิ

เป็นคำคู่กับ

พหุมฺปิ

อปฺป = น้อย, เล็กน้อย

อปิ = แม้

จึงหมายถึง

แม้เพียงเล็กน้อย

พระพุทธองค์ทรงวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน

พหุมฺปิ...
แม้กล่าวมาก...

กับ

อปฺปมฺปิ...
แม้กล่าวน้อย...

แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งสำคัญมิใช่จำนวนคำที่กล่าว แต่คือ การปฏิบัติ


๑๔. วิเคราะห์ อนุธมฺมจารี

เป็นศัพท์สมาสที่สำคัญมาก

อนุ + ธมฺม + จารี

  • อนุ = ตาม, เนื่องตาม
  • ธมฺม = ธรรม
  • จารี = ผู้ประพฤติ

รวมความว่า

ผู้ประพฤติธรรมตามธรรม

หรือ

ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

ศัพท์นี้เป็นหนึ่งในหัวใจของคาถาที่สอง

หลักสำคัญ

ธมฺมํ ภาสติ = กล่าวธรรม

แต่

ธมฺมสฺส อนุธมฺมจารี = ปฏิบัติตามธรรม

พระธรรมบทให้คุณค่ากับอย่างหลัง เพราะเป็นการนำคำสอนไปสู่ชีวิตจริง


๑๕. วิเคราะห์ ราคญฺจ โทสญฺจ โมหํ

พระคาถากล่าวถึงกิเลสสำคัญ ๓ ประการ

ราค

ความกำหนัด ความติดใจ

โทส

ความโกรธ ความขัดเคือง

โมห

ความหลง ความไม่รู้ตามความเป็นจริง

ทั้งสามรวมเรียกว่า

อกุศลมูล ๓

และในคาถานี้ใช้กริยาเดียวกันคือ

ปหาย = ละแล้ว

จึงเกิดโครงสร้างว่า

ราคํ ปหาย
ละราคะ

โทสํ ปหาย
ละโทสะ

โมหํ ปหาย
ละโมหะ


๑๖. วิเคราะห์ ปหาย

ปหาย มาจาก

ป + √หา

หมายถึง

ละแล้ว, สละแล้ว, กำจัดแล้ว

เป็นกิริยากิตก์ที่แสดงการกระทำอันเกิดก่อนกิริยาหลัก

ในคาถานี้

ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย

และ

โมหํ ปหาย

หมายถึง

เมื่อละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว


๑๗. วิเคราะห์ สมฺมปฺปชาโน

ศัพท์นี้ประกอบด้วย

สมฺมา + ปชานาติ

  • สมฺมา = โดยชอบ, ถูกต้อง
  • ปชานาติ = รู้ชัด, รู้ทั่วถึง

จึงหมายถึง

ผู้รู้โดยชอบ, ผู้รู้ชัดตามความเป็นจริง

คำนี้แสดงว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการละกิเลสเท่านั้น แต่ต้องประกอบด้วย ปัญญา


๑๘. วิเคราะห์ สุวิมุตฺตจิตฺโต

เป็นสมาส

สุ + วิมุตฺต + จิตฺต

  • สุ = ดี, อย่างดี
  • วิมุตฺต = หลุดพ้นแล้ว
  • จิตฺต = จิต

รวมความว่า

ผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

เป็นผลของการปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์


๑๙. วิเคราะห์ อนุปาทิยาโน

อนุ + อุปาทิยติ

หมายถึง

ไม่ยึดถือ, ไม่ถือมั่น

ศัพท์นี้สัมพันธ์กับคำว่า

อุปาทาน = ความยึดมั่นถือมั่น

ดังนั้น

อนุปาทิยาโน

คือ

ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น

เป็นลักษณะสำคัญของจิตที่พ้นจากกิเลส


๒๐. วิเคราะห์ อิธ วา หุรํ วา

วลีนี้แสดงขอบเขตของผลธรรม

อิธ = ในโลกนี้
หุรํ = ในโลกหน้า
วา = หรือ

รวมความว่า

ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือโลกหน้า

จึงมีความหมายเชื่อมโยงกับหลายคาถาก่อนหน้าในยมกวรรคที่ใช้โครงสร้าง

อิธ → เปจฺจ

เพื่อแสดงความต่อเนื่องระหว่างชีวิตปัจจุบันกับภพหน้า


๒๑. ศัพท์ว่าด้วย การเรียนธรรมกับการปฏิบัติธรรม

เรื่องนี้ควรมีหัวข้อพิเศษในพจนานุกรมว่า

“ศัพท์ว่าด้วยการศึกษา การสาธยาย และการปฏิบัติธรรม”

โดยมีคำสำคัญ

สหิตํ — ธรรมที่รวบรวมไว้
ภาสมาโน — ผู้กล่าว
ตกฺกโร — ผู้ทำตาม
ปมตฺต — ผู้ประมาท
อนุธมฺมจารี — ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
สมฺมปฺปชาโน — ผู้รู้โดยชอบ
สุวิมุตฺตจิตฺต — ผู้มีจิตหลุดพ้นดี
อนุปาทิยาโน — ผู้ไม่ยึดถือ
ภาควา — ผู้มีส่วนแห่งผล


๒๒. คู่ศัพท์สำคัญของเรื่อง

ศัพท์ฝ่ายหนึ่งศัพท์ฝ่ายตรงข้าม/เปรียบเทียบ
พหุอปฺป
มากน้อย
ภาสมาโนอนุธมฺมจารี
ผู้กล่าวผู้ปฏิบัติตามธรรม
ปมตฺตอปฺปมตฺต
ประมาทไม่ประมาท
ตํ กโรติธมฺมํ จรติ
ทำตามประพฤติธรรม
ราควิมุตฺติ
ราคะความหลุดพ้น
อุปาทานอนุปาทาน
ความยึดมั่นความไม่ยึดมั่น
ปเรสํอตฺตโน
ของผู้อื่นของตน

๒๓. อุปมา “คนเลี้ยงโค” กับการศึกษาพระธรรม

อุปมานี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปขยายเป็นข้อคิดสำคัญของพจนานุกรมทั้งเล่ม

คนเลี้ยงโค

รู้จำนวนโค
รู้ชื่อโค
รู้ลักษณะโค
รู้ทางไปของโค

แต่

ไม่ได้ดื่มน้ำนมของโคเหล่านั้น

เช่นเดียวกัน ผู้ศึกษาธรรมอาจ

รู้ศัพท์บาลี
รู้พระสูตร
จำคาถาได้มาก
อธิบายธรรมแก่คนอื่นได้

แต่ถ้า

ไม่ปฏิบัติธรรม

ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนแห่งผลธรรมอย่างแท้จริง


๒๔. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง

อปฺป — น้อย, เล็กน้อย
อปฺปมตฺต — ผู้ไม่ประมาท
อปฺปมฺปิ — แม้เพียงเล็กน้อย
อนุธมฺมจารี — ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
อนุปาทิยาโน — ผู้ไม่ยึดถือ
อิธ — ในโลกนี้
คณยํ — นับอยู่
คาโว — โคทั้งหลาย
ตกฺกโร — ผู้ทำตามนั้น
ธมฺม — ธรรม
นนฺทติ — ยินดี
ปหาย — ละแล้ว
ปมตฺต — ผู้ประมาท
ปเรสํ — ของผู้อื่น
พหุ — มาก
พหุมฺปิ — แม้มาก
ภาควา — ผู้มีส่วน
ภาสมาโน — ผู้กล่าวอยู่
โมห — ความหลง
ราค — ความกำหนัด
โทส — ความโกรธ
สามญฺญ — ความเป็นสมณะ
สมฺมปฺปชาโน — ผู้รู้โดยชอบ
สหิต — สิ่งที่รวบรวมไว้
สุวิมุตฺตจิตฺต — ผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
หุรํ — ในโลกหน้า


๒๕. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ

พหุมฺปิ = แม้มาก
อปฺปมฺปิ = แม้เล็กน้อย
ภาสมาโน = ผู้กล่าวอยู่
ตกฺกโร = ผู้ทำตามนั้น
ปมตฺโต = ผู้ประมาท
โคโป = คนเลี้ยงโค
ภาควา = ผู้มีส่วน
อนุธมฺมจารี = ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม
ราค = ราคะ
โทส = โทสะ
โมห = โมหะ
ปหาย = ละแล้ว
สมฺมปฺปชาโน = ผู้รู้โดยชอบ
สุวิมุตฺตจิตฺโต = ผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
อนุปาทิยาโน = ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่น


๒๖. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์

ข้อ ๑

อนุธมฺมจารี หมายถึงอะไร?

ตอบ: ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม

ข้อ ๒

ปหาย หมายถึงอะไร?

ตอบ: ละแล้ว

ข้อ ๓

จงบอกกิเลส ๓ ประการในคาถา

ตอบ: ราคะ โทสะ โมหะ

ข้อ ๔

ภาสมาโน หมายถึงอะไร?

ตอบ: ผู้กล่าวอยู่

ข้อ ๕

อุปมา โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ เปรียบเทียบกับอะไร?

ตอบ: ผู้กล่าวธรรมมากแต่ไม่ปฏิบัติ เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคที่นับโคของผู้อื่น แต่ไม่ได้รับประโยชน์จากโคเหล่านั้น


๒๗. สรุปท้ายเรื่อง — บทปิดยมกวรรค

เรื่องภิกษุ ๒ สหายเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับปิดท้าย ยมกวรรค เพราะพระพุทธองค์ทรงนำหลักธรรมทั้งหมดกลับมาที่จุดสำคัญที่สุด คือ

ธรรมต้องนำไปปฏิบัติ

การรู้มากมิใช่เป้าหมายสูงสุด

การกล่าวธรรมได้มากมิใช่เป้าหมายสูงสุด

การจำพระคาถาได้มากมิใช่เป้าหมายสูงสุด

แต่เป้าหมายคือ

“ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี”

คือ

เป็นผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม

จากนั้นจึงนำไปสู่

ราคํ ปหาย — ละราคะ
โทสํ ปหาย — ละโทสะ
โมหํ ปหาย — ละโมหะ
สมฺมปฺปชาโน — รู้โดยชอบ
สุวิมุตฺตจิตฺโต — มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
อนุปาทิยาโน — ไม่ยึดมั่นถือมั่น

นี่จึงเป็นความแตกต่างระหว่าง

“ผู้รู้ธรรม”

กับ

“ผู้เข้าถึงธรรม”

และเป็นข้อเตือนใจที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ศึกษาพระบาลีด้วยว่า การรู้ศัพท์มากไม่เท่ากับการเข้าถึงธรรม แต่ความรู้ศัพท์ที่นำไปสู่ความเข้าใจและการปฏิบัติ ย่อมทำให้การศึกษาพระธรรมมีความหมายอย่างแท้จริง

ดังนั้น เรื่องที่ ๑๔ นี้ควรเป็น บทปิดท้ายของ “ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค” และควรจัดทำหมวดพิเศษว่า

“ศัพท์ว่าด้วยการศึกษา การปฏิบัติ และการเข้าถึงธรรม”

พร้อมทั้งจัดดัชนีคู่สำคัญไว้ว่า

พหุ ↔ อปฺป
มาก ↔ น้อย

ภาสมาโน ↔ อนุธมฺมจารี
ผู้กล่าว ↔ ผู้ปฏิบัติ

ปมตฺต ↔ อปฺปมตฺต
ผู้ประมาท ↔ ผู้ไม่ประมาท

ราค–โทส–โมห ↔ วิมุตฺติ
กิเลส ↔ ความหลุดพ้น

อุปาทาน ↔ อนุปาทาน
ความยึดมั่น ↔ ความไม่ยึดมั่น

เมื่อจบเรื่องนี้แล้ว ยมกวรรคก็ครบทั้ง ๑๔ เรื่อง และสามารถจัดทำ “ดัชนีศัพท์รวมยมกวรรค” ก่อนก้าวเข้าสู่วรรคที่ ๒ ต่อไปได้อย่างเป็นระบบ

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ

##คู่มือเรียนหนังสืออรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๓. เรื่องนางสุมนาเทวี

 

๑๓. เรื่องนางสุมนาเทวี

คาถาขึ้นต้นว่า “อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ...”

เรื่องนางสุมนาเทวีเป็น เรื่องที่ ๑๓ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกับคาถาในเรื่องพระเทวทัต โดยเน้นให้เห็นผลของ บุญกุศล ความศรัทธา และการสั่งสมความดี ซึ่งทำให้ผู้กระทำเกิดความยินดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า


๑. เรื่องโดยสังเขป

นางสุมนาเทวีเป็นธิดาของเศรษฐีในกรุงสาวัตถี เป็นผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัยและหมั่นบำเพ็ญบุญเป็นประจำ

นางมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์อย่างมั่นคง และได้สั่งสมบุญกุศลไว้เป็นอันมาก แม้เมื่อถึงคราวเจ็บป่วยและใกล้สิ้นชีวิต จิตของนางยังผ่องใส ระลึกถึงบุญที่ตนได้ทำไว้

ภายหลังสิ้นชีวิต นางได้ไปเกิดในสุคติ อันเป็นผลแห่งบุญที่ได้สั่งสมไว้

พระพุทธองค์จึงตรัสคาถาเพื่อแสดงว่า ผู้ทำบุญย่อมยินดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และเมื่อได้เห็นผลแห่งกรรมดีของตน ความยินดีก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น


๒. คาถาธรรมบท

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ
ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต ฯ

แปลโดยใจความว่า

ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมยินดีในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วก็ย่อมยินดี ย่อมยินดีในโลกทั้งสอง เมื่อระลึกว่า “บุญเราได้ทำไว้แล้ว” ก็ย่อมยินดี และเมื่อไปสู่สุคติแล้วก็ยิ่งยินดีมากขึ้น

คาถานี้จึงเป็นคาถาที่แสดง ผลแห่งบุญในสองภพ อย่างชัดเจน


๓. บทบาลีที่ศึกษา

อิธ นนฺทติ
= ย่อมยินดีในโลกนี้

เปจฺจ นนฺทติ
= ละโลกนี้ไปแล้วก็ย่อมยินดี

กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ
= ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมยินดีในโลกทั้งสอง

ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ
= ย่อมยินดีว่า “บุญเราได้ทำไว้แล้ว”

ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต
= เมื่อไปสู่สุคติแล้ว ย่อมยินดียิ่งขึ้น


๔. ศัพท์สำคัญเรียงตามลำดับ

ศัพท์ชนิดศัพท์วิเคราะห์ความหมาย
อิธอัพยยศัพท์ในโลกนี้
นนฺทติอาขยาตจาก √นนฺทฺย่อมยินดี
เปจฺจกิริยากิตก์ป + อิ + ตฺวาละไปแล้ว
กตปุญฺโญสมาสกต + ปุญฺญผู้ทำบุญแล้ว
อุภยตฺถอัพยยศัพท์อุภย + อตฺถในทั้งสองแห่ง
ปุญฺญํนามปุญฺญบุญ
เมสรรพนามอมฺห-ของเรา
กตํกิริยากิตก์กรฺ + ตทำแล้ว
อิตินิบาตว่า, ดังนี้
ภิยฺโยอัพยยศัพท์ยิ่งขึ้น
สุคตึนามสุ + คติสุคติ
คโตกิริยากิตก์คมฺ + ตไปแล้ว, ถึงแล้ว

๕. วิเคราะห์คำว่า นนฺทติ

นนฺทติ เป็นกิริยา หมายถึง

ย่อมยินดี, ย่อมรื่นเริง, ย่อมเบิกบาน

สัมพันธ์กับธาตุ √นนฺทฺ ในความหมายว่า ยินดี ร่าเริง

ในคาถานี้ปรากฏถึง ๔ ครั้งในเชิงความหมาย

อิธ นนฺทติ
ยินดีในโลกนี้

เปจฺจ นนฺทติ
ละโลกนี้แล้วก็ยินดี

อุภยตฺถ นนฺทติ
ยินดีในโลกทั้งสอง

ภิยฺโย นนฺทติ
ยินดียิ่งขึ้น

จึงเป็นการเน้นให้เห็นว่า ผลของบุญนำมาซึ่งความยินดีต่อเนื่องกัน


๖. วิเคราะห์คำว่า กตปุญฺโญ

คำว่า

กตปุญฺโญ

ประกอบด้วย

กต + ปุญฺญ

กต

= ทำแล้ว, กระทำแล้ว

ปุญฺญ

= บุญ, กุศล

รวมกัน

กตปุญฺญ = ผู้ทำบุญแล้ว

รูป กตปุญฺโญ ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์บอกบุคคล

จึงหมายถึง

บุคคลผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว

และเป็นคำคู่ตรงข้ามกับ

ปาปการี = ผู้ทำบาป


๗. วิเคราะห์คำว่า อุภยตฺถ

อุภยตฺถ มีความหมายว่า

ในทั้งสองแห่ง, ในทั้งสองโลก

ในบริบทของธรรมบทหมายถึง

โลกนี้และโลกหน้า

จึงมีโครงสร้างสำคัญ

อิธ → เปจฺจ → อุภยตฺถ

คือ

โลกนี้ → เมื่อละโลกนี้ → โลกทั้งสอง

ศัพท์นี้จึงเป็นศัพท์สำคัญสำหรับการศึกษาหลักกรรมในอรรถกถาธรรมบท


๘. วิเคราะห์ ปุญฺญํ เม กตํ

วลีนี้เป็นหัวใจของคาถา

ปุญฺญํ เม กตํ

แยกศัพท์ได้ว่า

  • ปุญฺญํ = บุญ
  • เม = ของเรา
  • กตํ = ทำแล้ว

รวมความว่า

“บุญเราได้ทำไว้แล้ว”

เป็นการระลึกถึงกรรมดีที่ตนได้กระทำไว้

ในทางธรรม ความระลึกถึงบุญที่ตนได้ทำแล้ว ย่อมทำให้จิตเกิดความปลื้มปีติและความยินดี


๙. วิเคราะห์ เม

เม เป็นรูปสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ใช้ในความหมายว่า

ของเรา, แก่เรา, เรา

ในวลี

ปุญฺญํ เม กตํ

ทำหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้องกับกรรม

จึงแปลได้ว่า

บุญของเราได้ทำไว้แล้ว


๑๐. วิเคราะห์ กตํ

กตํ มาจากธาตุ √กรฺ = ทำ

เมื่อประกอบด้วยปัจจัย ได้รูปกิริยากิตก์

กรฺ + ต → กต

ความหมายว่า

ทำแล้ว, กระทำแล้ว

ในประโยค

ปุญฺญํ เม กตํ

หมายถึง

บุญที่เราได้กระทำไว้แล้ว


๑๑. วิเคราะห์ ภิยฺโย

ภิยฺโย เป็นอัพยยศัพท์

แปลว่า

ยิ่งขึ้น, มากขึ้น, ยิ่งกว่าเดิม

เมื่อประกอบกับ

นนฺทติ

เป็น

ภิยฺโย นนฺทติ

หมายถึง

ย่อมยินดียิ่งขึ้น

แสดงการเพิ่มระดับของความยินดี


๑๒. วิเคราะห์ สุคตึ คโต

สุคตึ

มาจาก

สุ + คติ

  • สุ = ดี
  • คติ = การไป, ที่ไป

จึงหมายถึง

คติอันดี, สุคติ

คโต

มาจากธาตุ √คมฺ = ไป

เป็นกิริยากิตก์

คมฺ + ต → คต

เมื่อเป็นรูปบุรุษเพศที่เกี่ยวข้องกับประธานบุคคล

คโต = ไปแล้ว, ถึงแล้ว

ดังนั้น

สุคตึ คโต

คือ

ไปสู่สุคติแล้ว


๑๓. ศัพท์ว่าด้วย บุญ ความยินดี และสุคติ

เรื่องนางสุมนาเทวีเหมาะที่จะกำหนดหมวดพิเศษว่า

“ศัพท์ว่าด้วยบุญ ความยินดี และสุคติ”

สายสัมพันธ์ของศัพท์คือ

กตปุญฺโญ

ปุญฺญํ เม กตํ

นนฺทติ

อุภยตฺถ นนฺทติ

สุคติ

ภิยฺโย นนฺทติ

กล่าวโดยธรรมคือ

ทำบุญ → ระลึกถึงบุญ → เกิดความยินดี → ได้รับผลดี → ยิ่งยินดี


๑๔. เปรียบเทียบกับเรื่องก่อนหน้า

เรื่องที่ ๑๓ มีความสัมพันธ์กับเรื่องที่ ๑๒ อย่างเด่นชัด เพราะใช้คาถาฝ่าย นนฺทติ ซึ่งเป็นคำสำคัญในเรื่องพระเทวทัตด้วย

ฝ่ายอกุศล

ปาปการี → ตปฺปติ → ทุคฺคติ

ผู้ทำบาป → เดือดร้อน → ไปสู่ทุคติ

ฝ่ายกุศล

กตปุญฺโญ → นนฺทติ → สุคติ

ผู้ทำบุญ → ยินดี → ไปสู่สุคติ

จึงเป็นโครงสร้างแบบ ยมกะ คือการวางธรรมคู่ตรงข้ามอย่างเป็นระบบ


๑๕. ตารางศัพท์คู่ตรงข้าม

ฝ่ายบาปฝ่ายบุญ
ปาปการีกตปุญฺโญ
ผู้ทำบาปผู้ทำบุญ
ปาปํปุญฺญํ
บาปบุญ
ตปฺปตินนฺทติ
เดือดร้อนยินดี
โสจติโมทติ
เศร้าโศกบันเทิง
ทุคฺคติสุคติ
ทุคติสุคติ

๑๖. ความสัมพันธ์กับเรื่องที่ ๑๐–๑๓

ในช่วงนี้ของยมกวรรคมีโครงสร้างทางธรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เรื่องที่ ๑๐ — จุนทสูกริก

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ

บาป → โสจติ → เศร้าโศก

เรื่องที่ ๑๑ — ธัมมิกอุบาสก

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ

บุญ → โมทติ → บันเทิง

เรื่องที่ ๑๒ — พระเทวทัต

อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ

บาป → ตปฺปติ → เดือดร้อน

เรื่องที่ ๑๓ — นางสุมนาเทวี

อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ

บุญ → นนฺทติ → ยินดี

จึงอาจจัดทำเป็น ดัชนีศัพท์คู่แห่งกรรมดี–กรรมชั่ว ในท้ายยมกวรรคได้อย่างงดงาม


๑๗. ตารางสรุปชนิดศัพท์

ชนิดศัพท์ตัวอย่าง
อัพยยศัพท์อิธ, เปจฺจ, อุภยตฺถ, ภิยฺโย
อาขยาตนนฺทติ
กิริยากิตก์กตํ, คโต
นามปุญฺญ, คติ
สรรพนามเม
สมาสกตปุญฺโญ, สุคติ

๑๘. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง

อิธ — ในโลกนี้
อุภยตฺถ — ในทั้งสองแห่ง, ในโลกทั้งสอง
กต — ทำแล้ว
กตปุญฺโญ — ผู้ทำบุญแล้ว
คโต — ไปแล้ว, ถึงแล้ว
นนฺทติ — ย่อมยินดี, ย่อมเบิกบาน
ปุญฺญ — บุญ, กุศล
เปจฺจ — ละโลกนี้ไปแล้ว
ภิยฺโย — ยิ่งขึ้น, มากขึ้น
เม — ของเรา, แก่เรา
สุคติ — คติที่ดี, สุคติ
กตํ — ทำแล้ว


๑๙. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ

อิธ = ในโลกนี้
เปจฺจ = ละโลกนี้ไปแล้ว
นนฺทติ = ย่อมยินดี
กตปุญฺโญ = ผู้ทำบุญแล้ว
อุภยตฺถ = ในโลกทั้งสอง
ปุญฺญํ = บุญ
เม = ของเรา
กตํ = ทำแล้ว
ภิยฺโย = ยิ่งขึ้น
สุคติ = คติที่ดี

สูตรจำ

กตปุญฺโญ → นนฺทติ → สุคตึ คโต

ผู้ทำบุญ → ยินดี → ไปสู่สุคติ


๒๐. สรุปท้ายเรื่อง

เรื่องนางสุมนาเทวีทำให้เห็นว่า บุญมิใช่เพียงสิ่งที่ทำแล้วจบลง แต่เป็นเหตุที่ติดตามผู้กระทำไป และกลายเป็นเหตุแห่งความยินดีทั้งในปัจจุบันและภายหน้า

หัวใจของเรื่องอยู่ที่ข้อความ

“ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ”

คือ

“บุญเราได้ทำไว้แล้ว”

เมื่อบุคคลระลึกถึงความดีที่ตนได้กระทำ จิตย่อมเกิดความเบิกบาน และเมื่อได้รับผลแห่งกรรมดีในสุคติ ความยินดีก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็น

ภิยฺโย นนฺทติ

ดังนั้น เรื่องนี้จึงควรบันทึกใน พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ภาค ๑ : ยมกวรรค ภายใต้หมวดสำคัญว่า

“ศัพท์ว่าด้วยบุญ ความยินดี และสุคติ”

และเมื่อเชื่อมเรื่องที่ ๑๐–๑๓ เข้าด้วยกัน จะเห็นหลักการของกรรมอย่างเป็นระบบว่า

ปาปการี → โสจติ/ตปฺปติ → ทุคฺคติ
กตปุญฺโญ → โมทติ/นนฺทติ → สุคติ

นี่คือการนำ ศัพท์บาลี ไวยากรณ์ ความหมายตามบริบท และหลักธรรมเรื่องกรรม–วิบาก มาประกอบกัน ซึ่งตรงกับแนวทางของ พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ภาค ๑–๘ ที่ท่านกำลังจัดทำอยู่

พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

  ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย คาถาขึ้นต้นว่า “พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน...” เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๑๔ และเรื่องสุดท้ายของยมกวรรค แห่งพระธรรมบท...