คำนำ
หนังสือ “คู่มือเรียนอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค” เล่มนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะนำ อรรถกถาธรรมบท ซึ่งเป็นคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาบาลีที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง มาเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะแก่การศึกษาและการค้นคว้าของพระภิกษุ สามเณร นักเรียนบาลี ตลอดจนผู้สนใจพระพุทธศาสนาและภาษาบาลีทั่วไป
ตลอดระยะเวลาที่ผู้เรียบเรียงได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีมาเป็นเวลายาวนาน ได้พบว่า การเรียนบาลีนั้น หากผู้เรียนศึกษาแต่คำศัพท์หรือหลักไวยากรณ์โดยแยกออกจากเรื่องราวและบริบท บางครั้งจะทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่จำยากและไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ภาษา พระธรรม และชีวิตจริง
แต่อรรถกถาธรรมบทมีลักษณะพิเศษ เพราะในแต่ละเรื่องมีทั้งเหตุการณ์ บุคคล สถานที่ ปัญหาของชีวิต การประพฤติปฏิบัติ และคาถาธรรมบทที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อสรุปแห่งธรรม เมื่อผู้เรียนอ่านเรื่องไปพร้อมกับศึกษาภาษาบาลี จึงสามารถมองเห็นได้ว่า ศัพท์แต่ละคำมิได้มีความหมายอย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีความหมายสัมพันธ์กับประโยค เหตุการณ์ และหลักธรรมที่ปรากฏในเรื่องนั้น ๆ
ด้วยเหตุนี้ ผู้เรียบเรียงจึงมิได้ตั้งใจจัดทำหนังสือเล่มนี้ในลักษณะของ “พจนานุกรมศัพท์” เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องการจัดทำให้เป็น “คู่มือเรียน” ที่ช่วยพาผู้เรียนเดินไปตามลำดับตั้งแต่
เรื่อง → คาถา → บทบาลี → ศัพท์ → รากศัพท์ → การสร้างคำ → รูปศัพท์ → วิภัตติ → หน้าที่ในประโยค → ความหมายตามศัพท์ → ความหมายตามบริบท → หลักธรรม
เมื่อผู้เรียนเห็นกระบวนการดังกล่าวแล้ว จะสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนจากการ “จำคำแปล” ไปสู่การ เข้าใจโครงสร้างของภาษาบาลี และในที่สุดสามารถอ่านบาลีด้วยตนเองได้ดียิ่งขึ้น
ใน ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค นี้ ผู้เรียบเรียงได้นำเรื่องในยมกวรรคมาเรียงตามลำดับ พร้อมนำคาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้องมาเป็นแกนกลางของการศึกษา จากนั้นจึงคัดเลือกศัพท์สำคัญมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ทั้งคำนาม สังขยา อัพยยศัพท์ อาขยาต กิริยากิตก์ นามกิตก์ สมาส ตัทธิต ตลอดจนรากศัพท์และการสร้างคำในส่วนที่ควรแก่การศึกษา
หลักสำคัญประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการพยายามแยกให้ผู้เรียนเห็นความแตกต่างระหว่าง
“ความหมายตามศัพท์”
กับ
“ความหมายตามบริบท”
เพราะศัพท์บาลีคำเดียวกันอาจมีความหมายแตกต่างกันได้เมื่ออยู่ในบริบทต่างกัน การเรียนเช่นนี้จะช่วยให้ผู้ศึกษาไม่ติดอยู่กับการแปลคำต่อคำ แต่รู้จักพิจารณาความหมายของศัพท์ในประโยคและในเรื่องทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น เมื่อพบศัพท์คำหนึ่ง ผู้เรียนมิได้หยุดอยู่เพียงว่า “คำนี้แปลว่าอะไร” แต่ควรถามต่อไปว่า
- คำนี้เป็นศัพท์ชนิดใด
- มาจากธาตุอะไร
- มีปัจจัยอะไร
- สร้างรูปขึ้นมาอย่างไร
- เป็นลิงค์อะไร
- เป็นวจนะอะไร
- อยู่ในวิภัตติอะไร
- ทำหน้าที่อะไรในประโยค
- มีความหมายตามศัพท์อย่างไร
- และในบริบทของอรรถกถาเรื่องนี้ หมายถึงอะไร
การเรียนเช่นนี้จะทำให้ ศัพท์บาลีมีชีวิต ไม่ใช่เพียงตัวอักษรที่ต้องท่องจำ
นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังพยายามเชื่อมโยงการเรียนภาษาเข้ากับการเรียนธรรม โดยเฉพาะศัพท์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ จิต กรรม กิเลส บุญ บาป ความเพียร ความไม่ประมาท ความสามัคคี การอบรมจิต และการปฏิบัติธรรม เพราะอรรถกถาธรรมบทมิใช่เพียงตำราภาษา แต่เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่สะท้อนให้เห็นเหตุและผลของการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เรียบเรียงเห็นว่า พระภิกษุและสามเณรที่กำลังเริ่มศึกษาบาลี หากได้ใช้หนังสือเล่มนี้ประกอบการเรียน จะสามารถฝึกตนได้หลายด้านพร้อมกัน กล่าวคือ อ่านเรื่องก็ได้ความรู้ ฟังธรรมก็ได้ข้อคิด วิเคราะห์ศัพท์ก็ได้ภาษาบาลี และพิจารณาเหตุการณ์ก็ได้หลักธรรม
ด้วยเหตุนี้ หนังสือเล่มนี้จึงมิได้มุ่งหมายเฉพาะผู้เรียนที่มีพื้นฐานบาลีสูงแล้วเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นสะพานสำหรับผู้เริ่มต้น โดยค่อย ๆ นำผู้เรียนจากสิ่งที่เข้าใจง่าย คือ เรื่องราวและคาถาธรรมบท ไปสู่สิ่งที่ละเอียดขึ้น คือ โครงสร้างภาษาและหลักไวยากรณ์บาลี
ยมกวรรค เป็นวรรคแรกของพระธรรมบท และมีลักษณะโดดเด่นตรงที่นำหลักธรรมสำคัญมาอธิบายด้วย “คู่ตรงข้าม” เช่น จิตที่เศร้าหมองกับจิตที่ผ่องใส เวรกับอเวร สุภกับอสุภ ความประมาทกับความไม่ประมาท กรรมชั่วกับกรรมดี ความเศร้าโศกกับความยินดี ตลอดจนการรู้ธรรมกับการไม่ปฏิบัติตามธรรม
เมื่อศึกษาเรื่องทั้ง ๑๔ เรื่องในยมกวรรคอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียนจะมองเห็นภาพใหญ่ของพระธรรมบทได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเพียงให้รู้ แต่สอนให้รู้แล้วนำไปปฏิบัติ
คาถาที่กล่าวถึงผู้รู้ธรรมมากแต่ไม่ปฏิบัติ เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคที่นับโคของผู้อื่น แต่ไม่ได้รับส่วนแห่งน้ำนม ย่อมเป็นข้อเตือนใจที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ศึกษาพระธรรม เพราะการเรียนที่แท้จริงมิได้จบลงที่ความจำ หากต้องนำความรู้นั้นไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต
ผู้เรียบเรียงจึงหวังว่า “คู่มือเรียนอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค” จะเป็นทั้งตำราเรียน หนังสือค้นคว้า และเพื่อนร่วมทางของพระภิกษุ สามเณร และผู้ศึกษาภาษาบาลีทุกท่าน ช่วยให้การเรียนบาลีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น มีระบบมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือทำให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์อันงดงามระหว่าง
“ภาษา” กับ “ธรรม”
“การอ่าน” กับ “การคิด”
“ความรู้” กับ “การปฏิบัติ”
หากหนังสือเล่มนี้จะมีคุณค่าอยู่บ้าง ผู้เรียบเรียงขอมอบคุณค่านั้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางพระพุทธศาสนาและภาษาบาลี ตลอดจนพระเถรานุเถระและนักปราชญ์ทั้งหลายที่ได้รักษาพระธรรมคำสอนไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา
และขอให้หนังสือเล่มนี้เป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงพระธรรมด้วยตนเอง เพราะจุดหมายสูงสุดของการเรียนพระธรรม มิใช่เพียงรู้ว่าศัพท์หนึ่งแปลว่าอะไร หากคือการรู้ว่า ธรรมข้อนั้นกำลังสอนอะไร และเราจะนำธรรมข้อนั้นมาใช้กับชีวิตของเราได้อย่างไร
ขอให้ผู้ศึกษาทุกท่านมีความเพียรในการเรียน มีความเข้าใจในภาษา มีศรัทธาในพระธรรม และสามารถเปลี่ยนความรู้จากตัวหนังสือให้กลายเป็นปัญญาในการดำเนินชีวิตสืบไป
พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร
สำนักพิมพ์ทองใบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น