๗. เรื่องพระเทวทัต
เทวทัตตวัตถุ — คาถาขึ้นต้นว่า “อนิกฺกสาโว”
เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๗ แห่งยมกวรรค ในอรรถกถาธรรมบท และพระศาสดาทรงปรารภ การได้ผ้ากาสาวะจากแคว้นคันธาระของพระเทวทัต ณ กรุงราชคฤห์ แล้วตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นว่า “อนิกฺกสาโว”
๑. เรื่องโดยสังเขป
ครั้งหนึ่ง พระสารีบุตรเถระและพระมหาโมคคัลลานเถระ พาภิกษุบริวารองค์ละ ๕๐๐ รูป เดินทางจากพระเชตวันไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อแสดงธรรมแก่ชาวเมือง
ชาวกรุงราชคฤห์พากันถวาย อาคันตุกทาน แก่พระภิกษุผู้มาเยือน พระสารีบุตรเถระจึงแสดงธรรมเกี่ยวกับผลแห่งการให้ทานและการชักชวนผู้อื่นให้ทำบุญ
ต่อมา มีผ้ากาสาวะอย่างดีจากแคว้นคันธาระถูกนำมาถวายแก่พระเทวทัต ผ้านั้นมีค่ามาก และพระเทวทัตก็รับผ้านั้นไว้ ทั้งที่พระองค์ยังมิได้กำจัดกิเลสภายใน และมิได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย ทมะ และ สัจจะ ตามคุณสมบัติของผู้สมควรครองผ้ากาสาวะ
เมื่อเรื่องนี้ถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาแสดงประกอบ และทรงชี้ให้เห็นว่า ผ้ากาสาวะมิใช่เครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์เพียงเพราะผู้สวมใส่เป็นสมณะ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การชำระกิเลส การสำรวมอินทรีย์ ความตั้งมั่นในศีล และการดำรงอยู่ด้วยทมะกับสัจจะ
๒. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง
คาถาที่ ๙
อนิกฺกสาโว กาสาวํ
โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ
อเปโต ทมสจฺเจน
น โส กาสาวมรหติ ฯ
คาถาที่ ๑๐
โย จ วนฺตกสาวสฺส
สีเลสุ สุสมาหิโต
อุเปโต ทมสจฺเจน
ส เว กาสาวมรหติ ฯ
ความหมายโดยสรุปคือ
ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาดมิได้คายออก ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่สมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ
ส่วนผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดคายออกแล้ว ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลสมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ
๓. บทบาลีที่ศึกษา
บทสำคัญ
อนิกฺกสาโว — ผู้ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว / ผู้ยังมีกิเลส
กาสาวํ — ผ้ากาสาวะ, ผ้าย้อมฝาด
โย — ผู้ใด
วตฺถํ — ผ้า, เครื่องนุ่งห่ม
ปริทเหสฺสติ — จักนุ่งห่ม, จักใช้สอย
อเปโต — ปราศจาก, เว้นจาก, แยกออกแล้ว
ทมสจฺเจน — ด้วยทมะและสัจจะ
น โส กาสาวมรหติ — ผู้นั้นย่อมไม่สมควรแก่ผ้ากาสาวะ
วนฺตกสาวสฺส — ผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว
สีเลสุ — ในศีลทั้งหลาย
สุสมาหิโต — ตั้งมั่นดีแล้ว
อุเปโต — ประกอบด้วย, เข้าถึงแล้ว
ส เว กาสาวมรหติ — ผู้นั้นแลย่อมสมควรแก่ผ้ากาสาวะ
อรรถกถาอธิบาย อนิกฺกสาโว ว่า หมายถึงผู้ยังมีกิเลส เช่น กามราคะ เป็นต้น อันเป็น “กิเลสดุจน้ำฝาด” อยู่ และอธิบาย ปริทเหสฺสติ ว่าหมายถึงการใช้ผ้าด้วยอาการนุ่ง ห่ม และลาด
๔. วิเคราะห์ศัพท์สำคัญเรียงตามลำดับ
| ศัพท์ | วิเคราะห์ | ความหมาย |
|---|---|---|
| อนิกฺกสาโว | น + นิกฺกสาโว | ผู้ยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด |
| กาสาวํ | กาสาว + รูปวิภัตติ | ผ้ากาสาวะ |
| โย | ย-สัพพนาม | ผู้ใด |
| วตฺถํ | วตฺถ | ผ้า, เครื่องนุ่งห่ม |
| ปริทเหสฺสติ | ปริ + ธา | จักนุ่งห่ม |
| อเปโต | อป + อิ | ปราศจาก |
| ทม | ทมุ/ทม | การฝึก, การข่ม |
| สจฺจ | สตฺย → สจฺจ | ความจริง, สัจจะ |
| น | นิบาต | ไม่ |
| อรหติ | อรหฺ | สมควร, ควร |
| วนฺตกสาว | วนฺต + กสาว | ผู้คายกิเลสแล้ว |
| สีเลสุ | สีล | ในศีลทั้งหลาย |
| สุสมาหิโต | สุ + สมาหิต | ตั้งมั่นดี |
| อุเปโต | อุป + อิ | ประกอบด้วย |
| ส เว | ส + เว | ผู้นั้นแล |
๕. วิเคราะห์คำนาม
๕.๑ กาสาว
กาสาว หมายถึง ผ้าย้อมด้วยสีฝาด หรือผ้าสำหรับสมณะ
ในคาถานี้ กาสาว มิได้มีความหมายเพียงวัตถุภายนอก แต่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตบรรพชิต
ดังนั้นควรแยกความหมายเป็น ๒ ระดับ
ความหมายตามศัพท์
ผ้าย้อมฝาด
ความหมายตามบริบท
เครื่องหมายแห่งเพศบรรพชิตและชีวิตผู้มุ่งชำระกิเลส
จึงเกิดคำถามทางธรรมที่สำคัญว่า
ผู้สวมกาสาวะ เป็นสมณะเพราะผ้าหรือเพราะคุณธรรม?
คำตอบของคาถานี้คือ คุณธรรมภายในเป็นสิ่งสำคัญกว่าผ้าภายนอก
๖. วิเคราะห์ศัพท์ “กสาว”
กสาว เป็นศัพท์สำคัญที่สุดคำหนึ่งในเรื่องนี้
ในอรรถกถา กสาว หมายถึงกิเลสที่เปรียบเหมือน “น้ำฝาด” เพราะทำให้จิตเศร้าหมองและไม่บริสุทธิ์ โดยยกตัวอย่างกิเลสประเภท กามราคะ เป็นต้น
จึงเกิดศัพท์สำคัญว่า
กสาว = กิเลสดุจน้ำฝาด
และ
นิกฺกสาว = ผู้ปราศจากกิเลสดุจน้ำฝาด
ดังนั้น อนิกฺกสาโว จึงมีนัยตรงข้ามกับผู้ที่เป็น นิกฺกสาวะ
๗. วิเคราะห์ศัพท์ “ทม”
ทม = การฝึก การข่ม การควบคุม
ในบริบทนี้มิใช่เพียงการอดกลั้นทางกาย แต่หมายถึงการฝึกตน โดยเฉพาะการควบคุมอินทรีย์และพฤติกรรมของตน
จึงสัมพันธ์กับศัพท์
อินฺทฺริยทม = การฝึกอินทรีย์
การเป็นผู้ครองกาสาวะจึงมิใช่เพียงเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ต้องเปลี่ยน พฤติกรรมและจิตใจ
๘. วิเคราะห์ศัพท์ “สจฺจ”
สจฺจ = ความจริง, ความสัตย์, สัจจะ
ในอรรถกถา อธิบาย ทมสจฺเจน โดยเชื่อมโยงกับ การสำรวมอินทรีย์ และ วจีสัจจะ รวมทั้งนัยแห่งปรมัตถสัจจะ
จึงควรเรียนศัพท์นี้ในหลายระดับ
- สจฺจ = ความจริง
- วจีสจฺจ = ความสัตย์ทางวาจา
- ปรมตฺถสจฺจ = ความจริงโดยปรมัตถ์
- ทม = การฝึกและข่ม
- ทมสจฺจ = ทมะและสัจจะ
๙. วิเคราะห์อัพยยศัพท์
น
เป็นนิบาตปฏิเสธ
น โส กาสาวมรหติ
ผู้นั้นไม่สมควรแก่กาสาวะ
เว
เป็นนิบาตเน้นความหมาย
ส เว กาสาวมรหติ
แปลได้ว่า
“ผู้นั้นแลย่อมสมควร”
ทำหน้าที่เน้นย้ำคุณสมบัติของบุคคลที่กล่าวถึง
๑๐. วิเคราะห์อาขยาต
ปริทเหสฺสติ
จากธาตุ ธา = ทรงไว้, ถือไว้, นุ่งห่ม
มี ปริ- เป็นอุปสรรค
ความหมายในบริบท:
นุ่งห่ม, ใช้สอย, สวมใส่
เป็นกิริยาที่กล่าวถึงอนาคต
ปริทเหสฺสติ
= จักนุ่งห่ม
อรรถกถาระบุอีกปาฐะหนึ่งว่า ปริทหิสฺสติ
อรหติ
จากธาตุ อรหฺ
ความหมาย:
ควร, สมควร, เหมาะสม, มีสิทธิ์
ดังนั้น
กาสาวมรหติ
จึงมิใช่เพียง “มีสิทธิ์สวมผ้า” แต่มีนัยว่า
เป็นผู้สมควรแก่การครองผ้ากาสาวะ
๑๑. วิเคราะห์กิริยากิตก์
วนฺต
จากธาตุ วํ = คาย, สำรอก
วนฺต = อันคายแล้ว, อันสละแล้ว
เมื่อนำมาประกอบกับ กสาว
วนฺตกสาว
จึงมีความหมายว่า
ผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายออกแล้ว
เป็นศัพท์ที่มีความหมายเชิงธรรมอย่างลึกซึ้ง เพราะมิได้หมายถึงการขับสิ่งของออกจากร่างกาย แต่หมายถึง การละกิเลสออกจากจิต
๑๒. วิเคราะห์สมาส
อนิกฺกสาโว
แยกได้เป็น
น + นิกฺกสาว
มีความหมายปฏิเสธว่า
ผู้ที่ยังไม่ปราศจากกิเลสดุจน้ำฝาด
ทมสจฺจ
แยกเป็น
ทม + สจฺจ
คือ
ทมะและสัจจะ
เป็นคำที่นำคุณธรรม ๒ ประการมารวมกันเพื่อแสดงคุณสมบัติของผู้สมควรครองกาสาวะ
วนฺตกสาว
แยกเป็น
วนฺต + กสาว
คือ
ผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว
๑๓. วิเคราะห์ “สีเลสุ สุสมาหิโต”
เป็นวลีสำคัญมากของคาถาที่ ๑๐
สีเลสุ
มาจาก สีล
หมายถึง
ในศีลทั้งหลาย
รูปพหูพจน์
สุสมาหิโต
ประกอบด้วย
สุ + สมาหิต
หมายถึง
ตั้งมั่นดีแล้ว, ตั้งมั่นอย่างดี
เมื่อรวมกัน
สีเลสุ สุสมาหิโต
จึงหมายถึง
ผู้ตั้งมั่นดีแล้วในศีลทั้งหลาย
คำนี้เป็นหัวใจสำคัญของคาถาที่สอง เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้วัดความเป็นสมณะจากเครื่องแต่งกาย แต่พิจารณาจาก ศีลและการฝึกตน
๑๔. ศัพท์ธรรมะสำคัญในเรื่อง
๑. กสาว
กิเลสดุจน้ำฝาด
๒. นิกฺกสาว
ผู้ปราศจากกิเลสดุจน้ำฝาด
๓. ทม
การฝึก การข่ม การสำรวม
๔. สจฺจ
ความจริง ความสัตย์
๕. สีล
ศีล ความประพฤติที่เรียบร้อย
๖. สุสมาหิต
ตั้งมั่นดี
๗. อุเปต
ประกอบด้วย เข้าถึง
๘. อเปต
ปราศจาก แยกออกจาก
๙. กาสาว
ผ้าย้อมฝาด
๑๐. วนฺตกสาว
ผู้มีกิเลสอันคายแล้ว
๑๕. ศัพท์สำคัญว่าด้วย “ภายนอกกับภายใน”
เรื่องพระเทวทัตทำให้เกิดกลุ่มศัพท์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
| ภายนอก | ภายใน |
|---|---|
| กาสาว | สีล |
| วตฺถ | ทม |
| การนุ่งห่ม | การฝึกตน |
| เครื่องหมายสมณะ | คุณธรรมของสมณะ |
| รูปแบบ | สาระ |
| เพศ | จิต |
| สิ่งที่มองเห็น | สิ่งที่ต้องปฏิบัติ |
นี่เป็นแก่นของเรื่อง
ผ้ากาสาวะทำให้คนมองเห็นว่าเป็นสมณะ แต่ศีล ทมะ และสัจจะทำให้บุคคลเป็นสมณะโดยคุณธรรม
๑๖. ศัพท์คู่ตรงข้ามในคาถา
| ฝ่ายหนึ่ง | ฝ่ายตรงข้าม |
|---|---|
| อนิกฺกสาโว | วนฺตกสาว |
| มีกิเลส | คายกิเลส |
| อเปโต ทมสจฺเจน | อุเปโต ทมสจฺเจน |
| ปราศจากทมะและสัจจะ | ประกอบด้วยทมะและสัจจะ |
| ไม่สมควร | สมควร |
| น อรหติ | อรหติ |
| ไม่ตั้งมั่นในศีล | สีเลสุ สุสมาหิโต |
นี่คือเหตุผลที่เรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่ใน ยมกวรรค เพราะคาถาทั้งสองสร้างความหมายแบบ “คู่ตรงข้าม” อย่างชัดเจน
๑๗. ศัพท์เฉพาะบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์
เทวทัต
เทวทตฺต — พระเทวทัต
ในเรื่องนี้เป็นบุคคลที่พระศาสดาทรงปรารภเนื่องจากการได้ผ้ากาสาวะจากแคว้นคันธาระ
ราชคห
ราชคห / ราชคฤห — กรุงราชคฤห์
เชตวน
เชตวน — พระเชตวัน สถานที่ประทับของพระศาสดา
คนฺธาร
คันธาระ — แคว้นที่กล่าวถึงในเรื่องผ้ากาสาวะ
คนฺธารกาสาว
ผ้ากาสาวะที่นำมาจากแคว้นคันธาระ
๑๘. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง
เรียงตามลำดับอักษร
กาสาว — ผ้าย้อมฝาด; ผ้าสำหรับสมณะ
กสาว — กิเลสดุจน้ำฝาด
ทม — การฝึก การข่ม การสำรวม
ทมสจฺจ — ทมะและสัจจะ
เทวทตฺต — พระเทวทัต
น — ไม่
นิกฺกสาว — ผู้ปราศจากกิเลสดุจน้ำฝาด
อนิกฺกสาโว — ผู้ยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด
อเปต — ปราศจาก แยกออกแล้ว
อุเปต — ประกอบด้วย เข้าถึงแล้ว
อรหติ — ควร สมควร เหมาะสม
กาสาวมรหติ — สมควรแก่ผ้ากาสาวะ
ปริทเหสฺสติ — จักนุ่งห่ม
วนฺต — คายแล้ว สำรอกแล้ว
วนฺตกสาว — ผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว
วตฺถ — ผ้า เครื่องนุ่งห่ม
สีล — ศีล ความประพฤติที่ดี
สีเลสุ — ในศีลทั้งหลาย
สจฺจ — สัจจะ ความจริง ความสัตย์
สุสมาหิต — ตั้งมั่นดี
๑๙. ตารางสรุปชนิดศัพท์ในเรื่อง
| ประเภท | ตัวอย่าง |
|---|---|
| นาม | กาสาว, วตฺถ, สีล, ทม, สจฺจ |
| คุณศัพท์ | อนิกฺกสาโว, วนฺตกสาว, สุสมาหิต |
| สัพพนาม | โย, โส, ส |
| กิริยา | ปริทเหสฺสติ, อรหติ |
| กิริยากิตก์ | วนฺต |
| อัพยยศัพท์ | น, เว |
| สมาส | อนิกฺกสาโว, ทมสจฺจ, วนฺตกสาว |
| ศัพท์ธรรมะ | กสาว, ทม, สจฺจ, สีล |
| ศัพท์เกี่ยวกับสมณะ | กาสาว, วตฺถ, ปริทห |
๒๐. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ
สำหรับนักเรียนบาลีสนามหลวง ควรจำกลุ่มศัพท์ต่อไปนี้เป็นพิเศษ
กสาว — กิเลสดุจน้ำฝาด
กาสาว — ผ้าย้อมฝาด
ทม — การฝึก การข่ม
สจฺจ — ความจริง
สีล — ศีล
อเปต — ปราศจาก
อุเปต — ประกอบด้วย
วนฺต — คายแล้ว
อรหติ — ควร, สมควร
ปริทห — นุ่งห่ม
และควรจำวลีสำคัญทั้งสองคู่:
อเปโต ทมสจฺเจน
ปราศจากทมะและสัจจะ
ตรงข้ามกับ
อุเปโต ทมสจฺเจน
ประกอบด้วยทมะและสัจจะ
รวมทั้ง
น โส กาสาวมรหติ
ผู้นั้นไม่สมควรแก่กาสาวะ
ตรงข้ามกับ
ส เว กาสาวมรหติ
ผู้นั้นแลย่อมสมควรแก่กาสาวะ
๒๑. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๑
จงแปลและวิเคราะห์ศัพท์ อนิกฺกสาโว
ข้อ ๒
กสาว มีความหมายทางธรรมอย่างไร และเหตุใดจึงเปรียบเหมือน “น้ำฝาด”
ข้อ ๓
จงวิเคราะห์ ปริทเหสฺสติ โดยแยกอุปสรรค ธาตุ และความหมาย
ข้อ ๔
ทม กับ สจฺจ ในคาถานี้หมายถึงอะไร
ข้อ ๕
จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง
อเปโต ทมสจฺเจน
กับ
อุเปโต ทมสจฺเจน
ข้อ ๖
จงวิเคราะห์สมาสในคำว่า วนฺตกสาว
ข้อ ๗
เหตุใด กาสาว จึงมิใช่เครื่องรับรองความบริสุทธิ์ของผู้สวมใส่โดยตัวมันเอง
๒๒. สรุปท้ายเรื่อง
เรื่อง พระเทวทัต มิได้สอนเพียงเรื่อง “ใครควรหรือไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ” แต่สอนหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาว่า
เครื่องแต่งกายเป็นเพียงสิ่งภายนอก แต่ความเป็นสมณะต้องพิสูจน์ด้วยคุณธรรมภายใน
คำว่า กาสาว จึงมีความหมายสองระดับ คือเป็นทั้ง ผ้ากาสาวะ และเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิตผู้มุ่งละกิเลส ส่วนคำว่า กสาว หมายถึงกิเลสดุจน้ำฝาด ซึ่งผู้ปฏิบัติต้องกำจัดออกจากจิต
คาถาที่ ๙ เน้น ผู้ที่ยังไม่กำจัดกิเลส ส่วนคาถาที่ ๑๐ เน้น ผู้ที่คายกิเลสแล้ว ตั้งมั่นในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ
จึงอาจสรุปแก่นของเรื่องได้เป็นลำดับว่า
กาสาวะ → ศีล → ทมะ → สัจจะ → การชำระกิเลส → ความเป็นสมณะที่แท้จริง
และนี่คือความหมายอันลึกซึ้งของ ยมกวรรค ในเรื่องพระเทวทัต—มิให้เราตัดสินความเป็นคนดีจาก สิ่งที่มองเห็นภายนอก แต่ให้พิจารณาจาก คุณธรรมที่อยู่ภายในจิตใจ
แหล่งอรรถกถาหลักยืนยันว่าเรื่องนี้คือ “๗. เทวทตฺตวตฺถุ” และผูกกับเหตุการณ์การได้ คนฺธารกาสาวลาภ ของพระเทวทัตโดยตรง ส่วนอรรถกถายังมีปาฐะ ปริทเหสฺสติ/ปริทหิสฺสติ และอธิบาย “กสาว” ในความหมายกิเลส เช่น กามราคะด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น