วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๘. เรื่องสญชัย

 

๘. เรื่องสญชัย

สญชัยวัตถุ — คาถาขึ้นต้นว่า “อสาเร สารมติโน”

หมายเหตุสำหรับต้นฉบับพจนานุกรม: ในบัญชีเรื่องของอรรถกถาธรรมบท ฉบับบาลี เรื่องนี้มีชื่อว่า “สารีปุตฺตตฺเถรวตฺถุ” หรือเรื่องพระสารีบุตรเถระ แต่เนื้อเรื่องส่วนสำคัญปรารภ สญชัยปริพาชก อาจารย์เดิมของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นที่รู้จักในภาษาไทยว่า “เรื่องสญชัย” และคาถานี้เป็นธรรมบทคาถาที่ ๑๑–๑๒ แห่งยมกวรรค


๑. เรื่องโดยสังเขป

เมื่อพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะยังมิได้บรรลุธรรม ทั้งสองเป็นศิษย์ของ สญชัยปริพาชก ผู้มีชื่อเสียงในสำนักนักบวชนอกพระพุทธศาสนา

ต่อมาพระสารีบุตรได้พบ พระอัสสชิเถระ และได้ฟังธรรมโดยย่อว่า ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมนั้น เมื่อได้ฟังแล้ว พระสารีบุตรบรรลุโสดาปัตติผล และนำธรรมไปบอกพระมหาโมคคัลลานะ ทั้งสองจึงไปทูลลาพระสัญชัยเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ทั้งสองชักชวนสญชัยให้ไปเฝ้าพระศาสดาด้วยกัน แต่สญชัยปฏิเสธ โดยเห็นว่าการเปลี่ยนสำนักเป็นเรื่องไม่เหมาะแก่ตน และยังคงยึดถือทิฏฐิเดิมของตนไว้

เมื่อพระอัครสาวกทั้งสองไปถึงพระเวฬุวัน พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องแล้ว จึงตรัสว่า สญชัยถือสิ่งที่ไม่มีสาระว่าเป็นสาระ และถือสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่มีสาระ เพราะมิจฉาทิฏฐิ ส่วนพระอัครสาวกทั้งสองรู้จักสาระตามความเป็นจริง และละสิ่งที่ไม่เป็นสาระเสีย ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นสาระ เพราะเป็นบัณฑิต แล้วจึงตรัสพระคาถา “อสาเร สารมติโน” เป็นต้น


๒. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง

คาถาที่ ๑๑

อสาเร สารมติโน
สาเร จาสารทสฺสิโน
เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ
มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา ฯ

ชนเหล่าใดมีปกติเห็นสิ่งอันไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ
และเห็นสิ่งอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ
ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นโคจร
ย่อมไม่ประสบสิ่งอันเป็นสาระ

คาถาที่ ๑๒

สารญฺจ สารโต ญตฺวา
อสารญฺจ อสารโต
เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ
สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา ฯ

ชนเหล่าใดรู้สิ่งที่เป็นสาระโดยความเป็นสาระ
และรู้สิ่งที่ไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ
ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นโคจร
ย่อมประสบสิ่งอันเป็นสาระ


๓. แก่นของคาถา : “สาระ–อสาระ”

เรื่องนี้มีคำสำคัญอยู่เพียงสองคำ แต่มีความหมายลึกมาก คือ

สาระ — อสาระ

สาระ หมายถึง สิ่งที่เป็นแก่น เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเจริญและความพ้นทุกข์

อสาระ หมายถึง สิ่งที่ไม่มีแก่น ไม่อำนวยประโยชน์ในทางธรรม หรือสิ่งที่ไม่ควรยึดถือว่าเป็นแก่นสาร

อรรถกถาแจกแจงว่า “อสาระ” ในบริบทนี้เกี่ยวกับ ปัจจัย ๔ มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ วัตถุ และธรรมเทศนาที่เป็นอุปนิสัยแห่งมิจฉาทิฏฐิ ส่วน “สาระ” เชื่อมโยงกับสัมมาทิฏฐิและธรรมที่เป็นไปเพื่อความถูกต้อง


๔. บทบาลีที่ศึกษา

ศัพท์ที่ควรศึกษาเรียงตามลำดับ ได้แก่

อสาเร — สารมติโน — สาเร — อสารทสฺสิโน — เต — สารํ — น — อธิคจฺฉนฺติ — มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา — สารญฺจ — สารโต — ญตฺวา — อสารญฺจ — อสารโต — อธิคจฺฉนฺติ — สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา


๕. วิเคราะห์ศัพท์สำคัญ

๕.๑ อสาเร

อสาเร = ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ

ประกอบด้วย

น + สาร

เป็นรูปปฏิเสธ

  • สาร = แก่นสาร
  • อสาร = ไม่เป็นสาระ
  • อสาเร = ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ

เป็นรูป สัตตมีวิภัตติ เอกวจนะ

ความหมายตามบริบท:

สิ่งซึ่งไม่ควรถือว่าเป็นแก่นสาร แต่กลับถูกยึดถือว่าเป็นแก่นสาร


๖. วิเคราะห์ “สาร”

สาร

หมายถึง

แก่น, แก่นสาร, สิ่งที่มีคุณค่า, สิ่งที่ควรถือเอา

ในอรรถกถา มีการแจกแจง “สาระ” ในระดับธรรมหลายประการ เช่น

  • สีลสาระ — สาระแห่งศีล
  • สมาธิสาระ — สาระแห่งสมาธิ
  • ปัญญาสาระ — สาระแห่งปัญญา
  • วิมุตติสาระ — สาระแห่งความหลุดพ้น
  • วิมุตติญาณทัสสนสาระ — สาระแห่งความรู้เห็นในความหลุดพ้น
  • นิพพาน — ปรมัตถสาระ

อรรถกถาจึงทำให้คำว่า สาระ ในเรื่องนี้มีความหมายลึกกว่าความหมายทั่วไปว่า “แก่น” หรือ “ประโยชน์”


๗. วิเคราะห์ “สารมติโน”

สารมติโน เป็นศัพท์สำคัญมาก

แยกความหมายได้เป็น

สาร + มติ

โดย มติ มีความหมายเกี่ยวกับความเห็น ความคิด ความเข้าใจ หรือการกำหนดรู้

ดังนั้น

สารมติโน
= ผู้มีความเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสาระ

เมื่อประกอบกับ อสาเร

อสาเร สารมติโน

จึงแปลโดยอรรถว่า

ผู้มีความเห็นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ

นี่เป็นลักษณะของการ วินิจฉัยผิดระหว่างสาระกับอสาระ


๘. วิเคราะห์ “อสารทสฺสิโน”

อสารทสฺสิโน

มาจาก

อสาร + ทสฺสิน

ทสฺสิน = ผู้เห็น, ผู้มีปกติเห็น

ดังนั้น

อสารทสฺสิโน
= ผู้เห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ

คู่กับคำแรกอย่างสมบูรณ์:

อสาเร สารมติโน
เห็นอสาระว่าเป็นสาระ

ตรงข้ามกับ

สาเร จาสารทสฺสิโน
เห็นสาระว่าเป็นอสาระ

นี่คือ โครงสร้างคู่ตรงข้ามของยมกวรรค อย่างชัดเจน


๙. วิเคราะห์ “มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา”

ศัพท์นี้ควรจัดเป็นศัพท์สมาสสำคัญประจำเรื่อง

มิจฺฉา + สงฺกปฺป + โคจร

ความหมายโดยอรรถคือ

ผู้มีความดำริผิดเป็นโคจร
หรือผู้มีความดำริผิดเป็นอารมณ์

มีการอธิบายทางหลักเนรุตตะว่าเป็น บทสมาส และให้ความหมายว่า ผู้มีความเห็นหรือความดำริผิดเป็นอารมณ์หรือเป็นทางดำเนิน

แยกศัพท์

มิจฺฉา
= ผิด, ไม่ถูกต้อง

สงฺกปฺป
= ความดำริ, ความคิด, ความตั้งใจ

โคจร
= ที่เที่ยวไป, อารมณ์, เขตที่จิตเข้าไปดำเนิน

ดังนั้น

มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจร
= ผู้มีความดำริผิดเป็นโคจร


๑๐. วิเคราะห์ “สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา”

เป็นศัพท์คู่ตรงข้ามกับ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา

สมฺมา + สงฺกปฺป + โคจร

หมายถึง

ผู้มีความดำริชอบเป็นโคจร

หรือ

ผู้ดำเนินไปโดยมีความดำริชอบเป็นอารมณ์

จึงเห็นโครงสร้างสำคัญ:

มิจฉาสัมมา
มิจฺฉาสงฺกปฺปสมฺมาสงฺกปฺป
ดำริผิดดำริชอบ
ไม่ถึงสาระถึงสาระ

๑๑. วิเคราะห์ “อธิคจฺฉนฺติ”

มาจาก

อธิ + คมุ

อธิคจฺฉติ
= ย่อมถึง, ย่อมบรรลุ, ย่อมประสบ

รูป อธิคจฺฉนฺติ

  • บุรุษที่ ๓
  • พหูพจน์
  • ปัจจุบันกาล
  • อาขยาต

ในบริบทนี้มิใช่เพียง “เดินทางไปถึง” แต่หมายถึง

บรรลุถึงสาระ

เช่น บรรลุคุณธรรมและธรรมอันเป็นแก่นสาร


๑๒. วิเคราะห์ “นาธิคจฺฉนฺติ”

ประกอบด้วย

น + อธิคจฺฉนฺติ

แปลว่า

ย่อมไม่บรรลุ

เป็นการสร้างคู่ตรงข้ามกับ

อธิคจฺฉนฺติ = ย่อมบรรลุ

คาถาทั้งสองจึงวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน:

นาธิคจฺฉนฺติ ↔ อธิคจฺฉนฺติ


๑๓. วิเคราะห์ “ญตฺวา”

ญตฺวา มาจากธาตุ ญา = รู้

เป็น กิริยากิตก์ที่ลงปัจจัย ตฺวา

ญา → ญตฺวา

แปลว่า

รู้แล้ว, ครั้นรู้แล้ว

ในคาถา

สารญฺจ สารโต ญตฺวา

หมายถึง

รู้สาระว่าเป็นสาระแล้ว

และ

อสารญฺจ อสารโต

หมายถึง

รู้อสาระว่าเป็นอสาระ

จุดสำคัญคือ ญตฺวา แสดงการรู้ก่อนที่จะเกิดผลคือ อธิคจฺฉนฺติ — ย่อมบรรลุ


๑๔. วิเคราะห์ “สารโต” และ “อสารโต”

สารโต

จาก สาร + โต

ความหมาย:

โดยความเป็นสาระ
ตามความเป็นสาระ

อสารโต

จาก อสาร + โต

ความหมาย:

โดยความเป็นอสาระ
ตามความเป็นอสาระ

จึงเกิดหลักสำคัญ:

สารญฺจ สารโต ญตฺวา
รู้สาระตามความเป็นสาระ

อสารญฺจ อสารโต
รู้อสาระตามความเป็นอสาระ

กล่าวง่าย ๆ คือ

รู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง มิใช่ตามความเห็นที่ตนอยากให้เป็น


๑๕. วิเคราะห์สมาสสำคัญ

มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจร

มิจฺฉา + สงฺกปฺป + โคจร

ความหมาย:

มีความดำริผิดเป็นโคจร

สมฺมาสงฺกปฺปโคจร

สมฺมา + สงฺกปฺป + โคจร

ความหมาย:

มีความดำริชอบเป็นโคจร

ทั้งสองคำเป็นคู่สำคัญของเรื่อง


๑๖. ศัพท์ว่าด้วย “สาระและอสาระ”

เรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะเพิ่มหัวข้อพิเศษในพจนานุกรม

ศัพท์ว่าด้วยสาระ–อสาระ

สาร — แก่นสาร

อสาร — สิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร

สารทสฺสิน — ผู้เห็นว่าเป็นสาระ

อสารทสฺสิน — ผู้เห็นว่าไม่เป็นสาระ

สารมติ — ผู้มีความเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสาระ

มติ — ความคิด ความเห็น ความเข้าใจ

ทสฺสิน — ผู้เห็น

สารโต — โดยความเป็นสาระ

อสารโต — โดยความเป็นอสาระ


๑๗. ศัพท์ว่าด้วย “ความคิดถูก–ความคิดผิด”

อีกหัวข้อหนึ่งที่ควรเพิ่มในเล่มคือ

ศัพท์ว่าด้วยมิจฉาสังกัปปะและสัมมาสังกัปปะ

ศัพท์ความหมาย
มิจฺฉาผิด
สมฺมาชอบ, ถูกต้อง
สงฺกปฺปความดำริ
มิจฺฉาสงฺกปฺปความดำริผิด
สมฺมาสงฺกปฺปความดำริชอบ
โคจรอารมณ์, เขตที่จิตเที่ยวไป
มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรมีความดำริผิดเป็นโคจร
สมฺมาสงฺกปฺปโคจรมีความดำริชอบเป็นโคจร

๑๘. สาระในระดับอรรถกถา

อรรถกถาไม่ได้จำกัดคำว่า “สาระ” ไว้เพียงความหมายทั่วไป แต่กล่าวถึงสาระทางธรรมหลายระดับ ได้แก่

๑. สีลสาระ

สาระแห่งศีล

๒. สมาธิสาระ

สาระแห่งสมาธิ

๓. ปัญญาสาระ

สาระแห่งปัญญา

๔. วิมุตติสาระ

สาระแห่งความหลุดพ้น

๕. วิมุตติญาณทัสสนสาระ

สาระแห่งความรู้เห็นในความหลุดพ้น

๖. ปรมัตถสาระ

สาระสูงสุด คือพระนิพพาน

อรรถกถากล่าวว่า ผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิและมีมิจฉาสังกัปปะเป็นโคจร ย่อมไม่บรรลุสาระเหล่านี้ ส่วนผู้มีสัมมาทัสสนะและสัมมาสังกัปปะเป็นโคจร ย่อมบรรลุสาระดังกล่าว


๑๙. มิจฉาทิฏฐิ ๑๐

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับ มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ที่อรรถกถากล่าวถึง ได้แก่ความเห็นว่า

๑. ทานที่ให้แล้วมีผล
๒. ยัญที่บูชาแล้วมีผล
๓. การเซ่นสรวงมีผล
๔. กรรมดีกรรมชั่วมีผล
๕. โลกนี้มี
๖. โลกหน้ามี
๗. มารดามีคุณ
๘. บิดามีคุณ
๙. สัตว์ที่ผุดเกิดมี
๑๐. สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้ามีอยู่

อรรถกถาใช้ประเด็นเหล่านี้เพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่าง มิจฉาทิฏฐิ กับ สัมมาทิฏฐิ ในเรื่องนี้


๒๐. ศัพท์เฉพาะบุคคล

สญฺชย

สญฺชย — สญชัยปริพาชก

เป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะก่อนที่จะเข้ามาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ประเด็นสำคัญในเรื่องมิใช่เพียงว่า “สญชัยไม่ได้มาพบพระพุทธเจ้า” แต่คือ การไม่ยอมเปลี่ยนจากความเห็นเดิม แม้เมื่อมีโอกาสเห็นสิ่งที่เป็นสาระตามหลักพระพุทธศาสนา


๒๑. ศัพท์เฉพาะบุคคลและสถานที่

สารีปุตฺต — พระสารีบุตร

มหาโมคฺคลฺลาน — พระมหาโมคคัลลานะ

อัสสชิ — พระอัสสชิเถระ

เวฬุวน — พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์

ปริพาชก — นักบวชนอกพระพุทธศาสนาประเภทหนึ่ง


๒๒. ตารางคู่ศัพท์สำคัญ

ฝ่ายอสาระฝ่ายสาระ
อสารสาร
อสาเร สารมติสารญฺจ สารโต ญตฺวา
เห็นผิดเห็นถูก
มิจฺฉาสมฺมา
มิจฺฉาสงฺกปฺปสมฺมาสงฺกปฺป
นาธิคจฺฉนฺติอธิคจฺฉนฺติ
ไม่บรรลุบรรลุ
มิจฉาทิฏฐิสัมมาทิฏฐิ

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโครงสร้าง ยมก คือการวางศัพท์และความหมายเป็นคู่ตรงข้าม เพื่อให้เห็นธรรมอย่างเด่นชัด


๒๓. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง

อสาร — ไม่เป็นสาระ, ไม่เป็นแก่น

อสารโต — โดยความเป็นอสาระ

อสารทสฺสิน — ผู้เห็นว่าไม่เป็นสาระ

อสาเร — ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ

อธิคจฺฉติ — ถึง, บรรลุ, ประสบ

ญตฺวา — รู้แล้ว

โคจร — อารมณ์, เขตที่จิตเที่ยวไป

มติ — ความเห็น, ความคิด

มิจฺฉา — ผิด

มิจฺฉาทิฏฺฐิ — ความเห็นผิด

มิจฺฉาสงฺกปฺป — ความดำริผิด

มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจร — มีความดำริผิดเป็นโคจร

สาร — แก่นสาร

สารโต — โดยความเป็นสาระ

สารมติ — มีความเห็นว่าสาระ

สารทสฺสิน — ผู้เห็นว่าเป็นสาระ

สงฺกปฺป — ความดำริ ความคิด

สมฺมา — โดยชอบ, ถูกต้อง

สมฺมาสงฺกปฺป — ความดำริชอบ

สมฺมาสงฺกปฺปโคจร — มีความดำริชอบเป็นโคจร

นาธิคจฺฉนฺติ — ย่อมไม่บรรลุ

อธิคจฺฉนฺติ — ย่อมบรรลุ


๒๔. ตารางสรุปชนิดศัพท์

ประเภทตัวอย่าง
นามสาร, อสาร, มติ, สงฺกปฺป, โคจร
คุณศัพท์สาร, อสาร, มิจฺฉา, สมฺมา
กิริยาอธิคจฺฉนฺติ
กิริยากิตก์ญตฺวา
สัพพนามเต
นิบาตน, จ
สมาสมิจฺฉาสงฺกปฺปโคจร, สมฺมาสงฺกปฺปโคจร
ตัทธิต/รูปปัจจัยสารโต, อสารโต
ศัพท์ธรรมะสาร, อสาร, มิจฺฉาทิฏฺฐิ, สัมมาทิฏฐิ

๒๕. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ

สำหรับผู้เรียนบาลี คาถานี้ควรจำเป็น ชุดคู่ตรงข้าม มากกว่าจำศัพท์แยกคำ

สาร ↔ อสาร
สารโต ↔ อสารโต
มิจฺฉา ↔ สมฺมา
มิจฺฉาสงฺกปฺป ↔ สมฺมาสงฺกปฺป
นาธิคจฺฉนฺติ ↔ อธิคจฺฉนฺติ

และจำประโยคแก่นของคาถา:

สารญฺจ สารโต ญตฺวา
อสารญฺจ อสารโต

เพราะเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ

รู้สิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และรู้สิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ


๒๖. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์

ข้อ ๑

จงแยกและแปลคำว่า

มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา

ข้อ ๒

สาร และ อสาร มีความหมายต่างกันอย่างไรในบริบทของอรรถกถาธรรมบท

ข้อ ๓

จงวิเคราะห์

สารญฺจ สารโต ญตฺวา

ข้อ ๔

จงวิเคราะห์ ญตฺวา ว่าเกิดจากธาตุใด และเป็นกิริยากิตก์ชนิดใด

ข้อ ๕

จงเปรียบเทียบ

มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา

กับ

สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา

ข้อ ๖

จงอธิบายว่าเหตุใดสญชัยจึง “ไม่บรรลุสาระ” ตามพระพุทธดำรัส


๒๗. สรุปท้ายเรื่อง

เรื่องสญชัยมีแก่นสำคัญอยู่ที่คำว่า “สาระ” มิใช่เพียงเรื่องของบุคคลผู้หนึ่งที่ไม่ยอมติดตามพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ แต่เป็นเรื่องของ วิธีคิดและวิธีวินิจฉัยความจริง

คนหนึ่งอาจเห็นสิ่งที่ไม่มีสาระว่าเป็นสาระ และละเลยสิ่งที่เป็นสาระ ในขณะที่อีกคนหนึ่งสามารถแยกได้ว่า

อะไรคือสาระ
อะไรคืออสาระ
อะไรควรยึดถือ
อะไรควรละทิ้ง

ดังนั้น ความผิดพลาดที่ลึกที่สุดมิใช่การ “ไม่รู้” แต่คือ รู้ผิดว่าอะไรควรถือเป็นสาระ

พระพุทธดำรัสจึงชี้ทางกลับกันว่า

สารญฺจ สารโต ญตฺวา
อสารญฺจ อสารโต

เมื่อรู้สาระตามความเป็นสาระ และอสาระตามความเป็นอสาระแล้ว จิตจึงมี

สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา

คือมีความดำริชอบเป็นโคจร และย่อมเข้าถึง สีลสาระ สมาธิสาระ ปัญญาสาระ วิมุตติสาระ วิมุตติญาณทัสสนสาระ และปรมัตถสาระคือนิพพาน ตามนัยของอรรถกถา

ข้อสังเกตสำหรับพจนานุกรมฉบับนี้: เรื่องที่ ๘ จึงควรจัดเป็นเรื่องสำคัญด้าน “ศัพท์ว่าด้วยสาระ–อสาระ และสัมมาทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” เพราะสามารถเชื่อมโยงศัพท์บาลีจากระดับคำศัพท์ ไปจนถึงระดับหลักคิดทางพระพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

  ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย คาถาขึ้นต้นว่า “พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน...” เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๑๔ และเรื่องสุดท้ายของยมกวรรค แห่งพระธรรมบท...