๙. เรื่องพระนันทเถระ
นันทเถรวัตถุ — คาถาขึ้นต้นว่า “ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ”
เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๙ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาศัพท์บาลีเกี่ยวกับ จิต ภาวนา ราคะ กิเลส และการอบรมจิต พระศาสดาทรงปรารภ พระนันทเถระ แล้วตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นว่า “ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ” เป็นพระธรรมบทคาถาที่ ๑๓–๑๔
๑. เรื่องโดยสังเขป
พระนันทะเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า เดิมเป็นพระนันทกุมารแห่งกรุงกบิลพัสดุ์
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันที่มีพิธีอภิเษกสมรสของพระนันทกุมาร พระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาต และทรงมอบบาตรให้พระนันทะถือไว้ แล้วเสด็จกลับพระวิหารโดยมิได้ทรงรับบาตรคืน พระนันทะจึงจำต้องตามพระศาสดาไป และในที่สุดได้บรรพชาอุปสมบท
แต่พระนันทะยังมีจิตผูกพันกับ ชนบทกัลยาณี พระชายาเดิมของตน จึงเกิดความกระสันและปรารถนาจะลาสิกขา
พระศาสดาทรงทราบเรื่อง จึงทรงพาพระนันทะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงแสดงนางเทพอัปสรให้เห็น พระนันทะเกิดความปรารถนาที่จะได้เทพอัปสรเหล่านั้น พระศาสดาจึงตรัสถามถึงชนบทกัลยาณี และพระนันทะยอมรับว่านางมีความงามไม่ต่างจากลิงแก่ที่ถูกไฟไหม้หู
จากนั้นพระนันทะตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อให้บรรลุผลตามที่พระศาสดาทรงแนะนำ ต่อมาเมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงของพระนันทะ พระศาสดาตรัสว่า แต่เดิมจิตของนันทะเปรียบเหมือน เรือนที่มุงไม่ดี ซึ่งฝนย่อมรั่วเข้าได้ แต่เมื่อได้รับการอบรมดีแล้ว จิตของนันทะก็เปรียบเหมือน เรือนที่มุงดี ซึ่งฝนไม่สามารถรั่วเข้าได้
พระนันทะในที่สุดได้บรรลุพระอรหัตผล และความกระสันในเพศคฤหัสถ์ก็หมดสิ้นไป
๒. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง
คาถาที่ ๑๓
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค สมติวิชฺฌติ ฯ
แปลโดยใจความว่า
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น
คาถาที่ ๑๔
ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ
วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ
แปลโดยใจความว่า
ฝนย่อมไม่รั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วฉันใด ราคะย่อมไม่เสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วได้ฉันนั้น
๓. แก่นสำคัญของคาถา
คาถาทั้งสองใช้ อุปมาเรื่องหลังคาเรือนกับจิต อย่างงดงาม
เรือนมุงไม่ดี → ฝนรั่วเข้าได้
จิตไม่อบรม → ราคะและกิเลสเข้าได้
ตรงกันข้าม
เรือนมุงดี → ฝนรั่วเข้าไม่ได้
จิตอบรมดี → ราคะและกิเลสเสียดแทงไม่ได้
จึงเกิดศัพท์คู่สำคัญของเรื่องว่า
| ฝ่ายแรก | ฝ่ายตรงข้าม |
|---|---|
| ทุจฺฉนฺน | สุจฺฉนฺน |
| มุงไม่ดี | มุงดี |
| อภาวิต | สุภาวิต |
| ไม่ได้อบรม | อบรมดีแล้ว |
| สมติวิชฺฌติ | น สมติวิชฺฌติ |
| เสียดแทงเข้าได้ | เสียดแทงเข้าไม่ได้ |
| ราโค | ราโคถูกละ/ไม่อาจเสียดแทง |
| จิตอ่อนแอ | จิตมั่นคง |
๔. บทบาลีที่ศึกษา
ศัพท์สำคัญเรียงตามลำดับที่ปรากฏ ได้แก่
ยถา — อคารํ — ทุจฺฉนฺนํ — วุฏฺฐี — สมติวิชฺฌติ — เอวํ — อภาวิตํ — จิตฺตํ — ราโค — สุจฺฉนฺนํ — น — สุภาวิตํ
และควรศึกษาคำว่า
ภาวนา — อภาวิต — สุภาวิต — ราค — กิเลส — สมถ — วิปัสสนา
ควบคู่กันด้วย
๕. วิเคราะห์ศัพท์ “ยถา”
ยถา เป็นอัพยยศัพท์
มีความหมายว่า
ฉันใด, อย่างใด, ตามที่
ในคาถานี้ทำหน้าที่นำ อุปมา
ยถา... เอวํ...
= ฉันใด... ฉันนั้น
เป็นรูปแบบการแสดงธรรมที่พบได้บ่อยในพระไตรปิฎก
๖. วิเคราะห์ศัพท์ “อคารํ”
อคาร = เรือน, บ้าน, ที่อยู่อาศัย
อรรถกถาอธิบายว่า
อคารํ หมายถึงเรือนหรือบ้านชนิดใดชนิดหนึ่ง
รูปในคาถา:
อคารํ
เป็น ปฐมาวิภัตติ/ทุติยาวิภัตติ เอกวจนะ นปุงสกลิงค์ รูปตรงกันในรูปศัพท์ แต่หน้าที่ในคาถาเป็นส่วนของอุปมา
๗. วิเคราะห์ศัพท์ “ทุจฺฉนฺนํ”
เป็นศัพท์สำคัญมาก
ทุ + ฉนฺน
ฉนฺน = มุงแล้ว, ปกคลุมแล้ว
ทุ- = ไม่ดี, ยาก, ผิด
ดังนั้น
ทุจฺฉนฺน
= มุงไม่ดี
อรรถกถาอธิบายว่าเป็นเรือนที่มุงห่าง ๆ มีช่องเล็กช่องน้อยอยู่ทั่วไป ฝนจึงสามารถรั่วผ่านเข้าไปได้
ความหมายเชิงธรรม
ทุจฺฉนฺนํ อคารํ
= เรือนที่มีช่องให้ฝนรั่วเข้า
เปรียบกับ
อภาวิตํ จิตฺตํ
= จิตที่มีช่องให้กิเลสเข้าครอบงำ
๘. วิเคราะห์ศัพท์ “สุจฺฉนฺนํ”
เป็นคำตรงข้ามกับ ทุจฺฉนฺน
สุ + ฉนฺน
หมายถึง
มุงดี, ปกคลุมดี, ไม่มีช่องให้ฝนรั่วเข้า
ในทางธรรมเปรียบกับจิตที่ได้รับการอบรมอย่างดี
สุจฺฉนฺนํ อคารํ ↔ สุภาวิตํ จิตฺตํ
จึงเป็นคู่ศัพท์สำคัญของยมกวรรคเรื่องนี้
๙. วิเคราะห์ “วุฏฺฐี”
วุฏฺฐี = ฝน, น้ำฝน
มาจากศัพท์ที่สัมพันธ์กับ วสฺส = ฝนตก
ในคาถาเป็นประธานของกิริยา
วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
= ฝนย่อมเสียดแทง/รั่วเข้าไป
อรรถกถาอธิบาย วุฏฺฐี ในฐานะน้ำฝนที่ตกลงมาและสามารถรั่วผ่านหลังคาได้
๑๐. วิเคราะห์ “สมติวิชฺฌติ”
เป็นกิริยาสำคัญที่สุดคำหนึ่งของคาถา
ความหมายตามอรรถกถา:
วสฺสวุฏฺฐิ วินิวิชฺฌติ
= ฝนตกซึมเข้าไป, แทงทะลุเข้าไป
จึงไม่ควรแปลเพียงว่า “แทง”
แต่ในบริบทนี้หมายถึง
ฝนรั่วผ่านช่องหลังคาเข้าไปภายในเรือน
เมื่อใช้เป็นอุปมาจึงหมายถึง
ราคะและกิเลสสามารถแทรกซึมเข้าสู่จิตได้
อรรถกถาระบุโดยตรงว่า สมติวิชฺฌติ หมายถึงฝนที่ตกลงมาแล้วสามารถแทงทะลุหรือซึมผ่านเข้าไปได้
๑๑. วิเคราะห์ “อภาวิตํ”
คำนี้เป็นหัวใจของเรื่อง
อ + ภาวิต
ภาวิต = อบรมแล้ว, เจริญแล้ว
อภาวิต = ไม่ได้อบรม, ไม่ได้เจริญ
อรรถกถาอธิบายว่า
อภาวิตํ จิตฺตํ
คือจิตที่ปราศจากการเจริญภาวนา
ดังนั้น
อภาวิตจิต
= จิตที่ไม่ได้รับการอบรมด้วยภาวนา
และเมื่อจิตไม่ได้รับการอบรม
ราโค สมติวิชฺฌติ
ราคะจึงสามารถเสียดแทงเข้าไปได้
๑๒. วิเคราะห์ “สุภาวิตํ”
ตรงข้ามกับ อภาวิตํ
สุ + ภาวิต
หมายถึง
อบรมดีแล้ว, เจริญดีแล้ว
อรรถกถาอธิบายว่า
สมถวิปัสสนาภาวนาหิ สุภาวิตํ
คือจิตที่ได้รับการอบรมด้วย สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
จึงควรจำว่า
อภาวิตจิต = จิตไม่ได้อบรม
สุภาวิตจิต = จิตอบรมดีแล้ว
๑๓. วิเคราะห์ “จิตฺตํ”
จิตฺต = จิต, ใจ
ในเรื่องนี้ จิต เป็นเสมือน “เรือน” ที่ต้องมีเครื่องป้องกัน
เรือนมีหลังคาป้องกันฝนฉันใด
จิตมีภาวนาเป็นเครื่องป้องกันกิเลสฉันนั้น
ดังนั้นคำว่า จิตฺต ในเรื่องนี้จึงมีความหมายเชิงปฏิบัติอย่างมาก มิใช่เพียงคำแปลว่า “ใจ”
แต่ควรเข้าใจว่าเป็น
สภาวะทางใจที่สามารถอบรม ฝึกฝน และชำระกิเลสได้
๑๔. วิเคราะห์ “ราโค”
ราโค มาจาก ราค
หมายถึง
ความกำหนัด, ความติดใจ, ความยินดีติดข้อง
ในคาถานี้ ราคะ เปรียบเหมือน “ฝน” ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่จิต
อภาวิตํ จิตฺตํ → ราโค สมติวิชฺฌติ
แต่ถ้าจิตได้รับการอบรมดีแล้ว
สุภาวิตํ จิตฺตํ → ราโค น สมติวิชฺฌติ
๑๕. ความหมายที่ลึกขึ้นของ “ราคะ”
อรรถกถาไม่ได้จำกัดเฉพาะราคะเท่านั้น แต่ขยายความว่า ไม่ใช่เพียงราคะเท่านั้น แม้
โทสะ — โมหะ — มานะ
และกิเลสอื่น ๆ ก็สามารถเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้นโครงสร้างของคาถาสามารถขยายเป็น
ราคะเป็นตัวอย่างของกิเลส
มิใช่หมายความว่าเฉพาะราคะเท่านั้นที่ต้องระวัง
๑๖. วิเคราะห์อัพยยศัพท์ “เอวํ”
เอวํ = ฉันนั้น, อย่างนั้น, โดยประการนั้น
เป็นอัพยยศัพท์
ทำหน้าที่เชื่อมอุปมากับอุปไมย
ยถา... เอวํ...
คือ
ฉันใด... ฉันนั้น
โครงสร้างนี้เป็นหัวใจของคาถาทั้งสอง
๑๗. วิเคราะห์กิริยาและโครงสร้างประโยค
ประโยคที่ ๑
ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ
แยกได้ว่า
- ยถา = ฉันใด
- อคารํ = เรือน
- ทุจฺฉนฺนํ = ที่มุงไม่ดี
- วุฏฺฐี = ฝน
- สมติวิชฺฌติ = ย่อมรั่วเข้า
ประโยคที่ ๒
เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ
- เอวํ = ฉันนั้น
- อภาวิตํ = ไม่ได้อบรม
- จิตฺตํ = จิต
- ราโค = ราคะ
- สมติวิชฺฌติ = ย่อมเสียดแทงเข้า
๑๘. วิเคราะห์คู่ “ทุจฺฉนฺน–สุจฺฉนฺน”
| ศัพท์ | ความหมายทางกายภาพ | ความหมายทางธรรม |
|---|---|---|
| ทุจฺฉนฺน | มุงไม่ดี | จิตไม่มีเครื่องป้องกัน |
| สุจฺฉนฺน | มุงดี | จิตได้รับการอบรมดี |
| วุฏฺฐี | ฝน | กิเลส/ราคะ |
| สมติวิชฺฌติ | ฝนรั่วเข้า | กิเลสแทรกซึม |
| น สมติวิชฺฌติ | ฝนรั่วเข้าไม่ได้ | กิเลสเสียดแทงไม่ได้ |
๑๙. วิเคราะห์คู่ “อภาวิต–สุภาวิต”
นี่คือคู่ศัพท์ธรรมะที่สำคัญที่สุดของเรื่อง
อภาวิต
ไม่มีภาวนา
ไม่ได้ฝึกจิต
ไม่ได้เจริญจิต
ผลคือ
ราคะและกิเลสเข้าได้ง่าย
สุภาวิต
อบรมดี
เจริญดี
ฝึกจิตดี
ผลคือ
ราคะและกิเลสไม่สามารถเสียดแทงจิตได้
๒๐. ศัพท์พิเศษ : “ภาวนา”
เรื่องพระนันทเถระเหมาะอย่างยิ่งที่จะเพิ่มหัวข้อ
ศัพท์ว่าด้วยการอบรมจิต
ภาวนา
แปลว่า
การเจริญ, การอบรม, การทำให้มีขึ้น
ในบริบทนี้มีสองแนวทางสำคัญ:
สมถภาวนา
การอบรมจิตให้สงบตั้งมั่น
วิปัสสนาภาวนา
การอบรมปัญญาให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง
อรรถกถาอธิบาย สุภาวิตจิต ว่าเป็นจิตที่อบรมด้วย สมถะและวิปัสสนา
๒๑. ศัพท์ว่าด้วย “จิตกับกิเลส”
เรื่องนี้สามารถจัดกลุ่มศัพท์ได้ดังนี้
จิตฺต — จิต
ภาวนา — การอบรมจิต
อภาวิต — ไม่ได้อบรม
สุภาวิต — อบรมดีแล้ว
ราค — ความกำหนัด
โทส — ความโกรธ ความขัดเคือง
โมห — ความหลง
มาน — ความถือตัว
กิเลส — สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
อรรถกถาขยายความว่า กิเลสเหล่านี้สามารถ “เสียดแทง” จิตที่ไม่ได้อบรมได้
๒๒. เรื่องพระนันทะกับการเปลี่ยนแปลงของจิต
จุดสำคัญทางธรรมของเรื่องนี้คือ พระนันทะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงพฤติกรรมภายนอก แต่เปลี่ยนจิตภายใน
ช่วงแรก:
อภาวิตํ จิตฺตํ
จิตยังไม่ได้รับการอบรม จึงถูก ราคะ ครอบงำ
ช่วงหลัง:
สุภาวิตํ จิตฺตํ
จิตได้รับการอบรมจนมั่นคง ราคะไม่สามารถเสียดแทงได้
ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างของ
การเปลี่ยนแปลงจาก “จิตที่ถูกกิเลสครอบงำ” ไปสู่ “จิตที่ได้รับการอบรมจนพ้นจากกิเลส”
๒๓. ศัพท์เฉพาะบุคคลและสถานที่
นนฺท
นนฺท — พระนันทะ
เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า และเป็นบุคคลสำคัญของเรื่องนี้
ชนบทกลฺยาณี
พระชายาของพระนันทะก่อนบวช ผู้เป็นเหตุให้พระนันทะเกิดความอาลัยในเพศคฤหัสถ์ในระยะแรก
เทพอัปสร
อจฺฉรา — นางเทพอัปสร
เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นอุบายให้พระนันทะคลายความติดพันในหญิงที่ตนเคยรัก แล้วหันมามุ่งปฏิบัติธรรม
กบิลพัสดุ์
กปิลวตฺถุ — เมืองหลวงของศากยวงศ์
เชตวัน
เชตวน — พระอารามที่พระพุทธเจ้าประทับเมื่อทรงแสดงธรรมเรื่องนี้
๒๔. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง
อคาร — เรือน บ้าน ที่อยู่อาศัย
อภาวิต — ไม่ได้อบรม ไม่ได้เจริญ
เอวํ — ฉันนั้น อย่างนั้น
จิตฺต — จิต ใจ
ทุจฺฉนฺน — มุงไม่ดี มีช่องให้ฝนรั่ว
นนฺท — พระนันทะ
ภาวิต — อบรมแล้ว เจริญแล้ว
ภาวนา — การอบรม การเจริญ
ราค — ความกำหนัด ความติดใจ
วุฏฺฐี — ฝน น้ำฝน
สมติวิชฺฌติ — ย่อมเสียดแทง ย่อมซึมผ่านเข้าไป
สุจฺฉนฺน — มุงดี
สุภาวิต — อบรมดีแล้ว
ยถา — ฉันใด อย่างใด
อจฺฉรา — เทพอัปสร
สมถ — ความสงบ การทำจิตให้สงบ
วิปสฺสนา — การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง
กิเลส — สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
๒๕. ตารางสรุปชนิดศัพท์
| ประเภท | ตัวอย่าง |
|---|---|
| นาม | อคาร, วุฏฺฐี, จิตฺต, ราโค |
| คุณศัพท์ | ทุจฺฉนฺน, สุจฺฉนฺน, อภาวิต, สุภาวิต |
| กิริยา | สมติวิชฺฌติ |
| อัพยยศัพท์ | ยถา, เอวํ, น |
| ศัพท์ธรรมะ | ภาวนา, ราคะ, กิเลส, สมถ, วิปัสสนา |
| ศัพท์บุคคล | นนฺท, อจฺฉรา |
| ศัพท์สถานที่ | เชตวน, กปิลวตฺถุ |
๒๖. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ
ควรจำเป็นคู่ดังนี้
ทุจฺฉนฺน ↔ สุจฺฉนฺน
มุงไม่ดี ↔ มุงดี
อภาวิต ↔ สุภาวิต
ไม่ได้อบรม ↔ อบรมดีแล้ว
สมติวิชฺฌติ ↔ น สมติวิชฺฌติ
เสียดแทงเข้าได้ ↔ เสียดแทงเข้าไม่ได้
และควรจำหลักอุปมา:
อคารํ : จิตฺตํ
เรือน : จิต
วุฏฺฐี : ราโค
ฝน : ราคะ
ทุจฺฉนฺน : อภาวิต
มุงไม่ดี : ไม่ได้อบรม
สุจฺฉนฺน : สุภาวิต
มุงดี : อบรมดีแล้ว
๒๗. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๑
จงวิเคราะห์ศัพท์ ทุจฺฉนฺนํ
ข้อ ๒
สมติวิชฺฌติ ในบริบทของอรรถกถาหมายถึงอะไร
ข้อ ๓
จงวิเคราะห์ อภาวิตํ จิตฺตํ
ข้อ ๔
จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง
อภาวิตจิต
กับ
สุภาวิตจิต
ข้อ ๕
จงอธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงเปรียบจิตกับเรือน
ข้อ ๖
จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง
ภาวนา → จิต → ราคะ → กิเลส
ข้อ ๗
จงอธิบายว่าเรื่องพระนันทะสะท้อนหลัก สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา อย่างไร
๒๘. สรุปท้ายเรื่อง
เรื่องพระนันทเถระเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพของจิตผู้รับรู้อารมณ์นั้น
พระพุทธองค์ทรงใช้ภาพที่เข้าใจง่ายที่สุด คือ
เรือนกับฝน
เรือนที่มุงไม่ดีมีช่องว่าง ฝนย่อมรั่วเข้าได้ฉันใด
จิตที่ไม่ได้อบรมก็ย่อมเปิดช่องให้ราคะและกิเลสเข้าครอบงำฉันนั้น
แต่เมื่อเรือนมุงดี ฝนย่อมเข้าไม่ได้ฉันใด
จิตที่ได้รับการอบรมด้วยสมถะและวิปัสสนาอย่างดีแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ และกิเลสทั้งหลายก็ไม่สามารถเสียดแทงได้ฉันนั้น
จึงสรุปเป็นหลักจำง่ายสำหรับพจนานุกรมเล่มนี้ได้ว่า
“หลังคาป้องกันฝน
ภาวนาป้องกันกิเลส
เรือนดีเพราะมุงดี
จิตดีเพราะอบรมดี”
และเรื่องนี้จึงควรจัดเป็นหมวดสำคัญใน พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค ภายใต้หัวข้อพิเศษว่า
ศัพท์ว่าด้วยการอบรมจิตและการป้องกันกิเลส
อภาวิต → ราคะเสียดแทง
สุภาวิต → ราคะเสียดแทงไม่ได้
ภาวนา → เครื่องอบรมจิต
สมถะ + วิปัสสนา → การทำจิตให้สุภาวิต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น