ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค
๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี
โกสัมพิกวัตถุ — Kosambikavatthu
ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก
๑. เรื่องโดยสังเขป
พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ทรงปรารภ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี แล้วตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องการระงับความทะเลาะวิวาท โดยมีพระธรรมบทคาถาที่ ๖ เป็นใจความสำคัญ
ครั้งนั้น ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธร รูปหนึ่ง และ พระธรรมกถึก รูปหนึ่ง พำนักอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี แต่ละฝ่ายมีบริวารถึง ๕๐๐ รูป
ความขัดแย้งเริ่มจากประเด็นเกี่ยวกับพระวินัย แล้วขยายตัวจนกลายเป็นความทะเลาะ การโต้เถียง และการแบ่งฝ่าย แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงตักเตือนหลายครั้ง ภิกษุเหล่านั้นก็ยังไม่ยอมเลิกรา
ในที่สุด พระศาสดาทรงระอาพระทัยต่อความวุ่นวาย จึงเสด็จออกจากหมู่ภิกษุไปประทับโดยลำพัง ณ ป่ารักขิตวันใกล้ปาริเลยยกะ และทรงได้รับการอุปัฏฐากจากช้างปาริเลยยกะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงในอรรถกถาธรรมบท
เมื่อชาวเมืองโกสัมพีทราบว่าพระศาสดาเสด็จจากไปเพราะความทะเลาะวิวาทของภิกษุทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่ถวายการอุปัฏฐากแก่ภิกษุเหล่านั้นตามเดิม ภิกษุทั้งหลายจึงเริ่มตระหนักถึงความผิดของตน และในที่สุดก็กลับมาสามัคคีกัน
ต่อมา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระศาสดา ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลขอขมา พระองค์จึงทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของชีวิต และตรัสพระธรรมบทคาถาที่ ๖
๒. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง
ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ
แปลความ
ชนเหล่าอื่นย่อมไม่รู้ว่า
“พวกเรากำลังถึงความพินาศอยู่ในที่นี้”
ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นรู้ชัด
ความทะเลาะวิวาททั้งหลายย่อมสงบระงับได้
เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้นรู้ชัดเช่นนั้น
ใจความสำคัญของคาถานี้คือ
ผู้ไม่รู้ → ทะเลาะต่อไป
แต่
ผู้รู้ความจริงของชีวิต → ความทะเลาะย่อมสงบ
อรรถกถาอธิบายคำว่า “มยเมตฺถ ยมามฺหเส” ว่า พวกเรากำลังเข้าไปสู่ความตาย และผู้มีปัญญาเมื่อรู้เช่นนั้น ย่อมปฏิบัติเพื่อระงับความทะเลาะวิวาท
๓. บทบาลีที่ศึกษา
แบ่งศัพท์ได้ดังนี้
ปเร | จ | น | วิชานนฺติ | มยํ | เอตฺถ | ยมามฺหเส | เย | จ | ตตฺถ | วิชานนฺติ | ตโต | สมฺมนฺติ | เมธคา
๔. วิเคราะห์ศัพท์สำคัญ
๔.๑ ปเร
ปเร — pare
เป็นรูปของคำว่า ปร — para
มีความหมายว่า
- คนอื่น
- ฝ่ายอื่น
- ผู้อื่น
ในบริบทของคาถา หมายถึง
บุคคลอีกพวกหนึ่งซึ่งยังไม่รู้ความจริง
จึงมิได้หมายถึง “คนอื่น” ในความหมายทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยถึง ผู้ที่ยังไม่เกิดปัญญาเห็นความจริง
๕. จ
จ — ca
เป็นนิบาต
แปลว่า
และ, ก็, ส่วน
ในคาถานี้ใช้เชื่อมข้อความ
ปเร จ
= ส่วนชนเหล่าอื่น
และ
เย จ
= ส่วนชนเหล่าใด
จึงช่วยสร้างโครงสร้างแบบ “สองฝ่าย” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคาถานี้
๖. น
น — na
เป็นนิบาตปฏิเสธ
แปลว่า
ไม่
น วิชานนฺติ
= ย่อมไม่รู้
๗. วิชานนฺติ
วิชานนฺติ — vijānanti
เป็นกิริยา
มาจาก
วิ + √ญา
มีความหมายว่า
รู้ชัด
รู้ทั่วถึง
เข้าใจโดยถูกต้อง
แตกต่างจากการ “รู้” แบบจำข้อมูล เพราะคำว่า วิชานาติ มีนัยของการรู้จำแนกและรู้ชัด
ในคาถานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
น วิชานนฺติ
= ไม่รู้ชัด
ตรงข้ามกับ
วิชานนฺติ
= รู้ชัด
๘. มยํ
มยํ — mayaṃ
เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๑
แปลว่า
เราทั้งหลาย
มยํ เป็นรูปพหูพจน์
จึงต้องระวังไม่แปลเพียงว่า “เรา” เพราะบริบทกล่าวถึงภิกษุเป็นหมู่คณะ
๙. เอตฺถ
เอตฺถ — ettha
เป็นอัพยยศัพท์
แปลว่า
ในที่นี้
ในเรื่องนี้
ณ ที่นี้
เมื่อประกอบกับข้อความ
มยเมตฺถ
เป็นรูปสนธิของ
มยํ + เอตฺถ
มีความหมายว่า
พวกเราทั้งหลาย ณ ที่นี้
๑๐. ยมามฺหเส
ศัพท์นี้เป็นหนึ่งในศัพท์ที่ควรเน้นเป็นพิเศษในพจนานุกรม เพราะเป็นรูปกริยาที่นักเรียนบาลีควรฝึกวิเคราะห์
ยมามฺหเส — yamāmhase
สัมพันธ์กับธาตุ √ยมฺ
มีความหมายเกี่ยวกับ
- ไป
- ถึง
- เข้าไป
- มุ่งไป
ในบริบทของคาถา มีความหมายในเชิงว่า
พวกเรากำลังมุ่งไปสู่ความตาย
อรรถกถาอธิบายความหมายของข้อความนี้ในทำนองว่า มนุษย์ทั้งหลายล้วนกำลังมุ่งหน้าไปสู่ความตาย แต่คนที่ยังมัวทะเลาะกันกลับไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้
๑๑. เย
เย — ye
เป็นสรรพนามสัมพันธ์
แปลว่า
ชนเหล่าใด
ผู้ใด
ทำหน้าที่เชื่อมกับข้อความที่ตามมา
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นรู้ชัด
๑๒. ตตฺถ
ตตฺถ — tattha
เป็นอัพยยศัพท์
แปลว่า
ในที่นั้น
ในหมู่นั้น
ในเรื่องนี้หมายถึง ท่ามกลางหมู่ภิกษุผู้กำลังทะเลาะกัน
๑๓. ตโต
ตโต — tato
เป็นอัพยยศัพท์
แปลได้ว่า
เพราะเหตุนั้น
จากเหตุนั้น
ด้วยเหตุนั้น
ในบริบทนี้เหมาะกับความหมายว่า
เพราะเหตุที่รู้ชัดเช่นนั้น
๑๔. สมฺมนฺติ
สมฺมนฺติ — sammanti
เป็นกิริยา
หมายถึง
ย่อมสงบ
ย่อมระงับ
ย่อมสิ้นไป
ในคาถานี้เป็นคำสำคัญ เพราะสิ่งที่เป็นประธานคือ
เมธคา — ความทะเลาะวิวาท
จึงได้ความว่า
ความทะเลาะวิวาทย่อมสงบระงับ
๑๕. เมธคา
เมธคา — medhagā
เป็นศัพท์สำคัญประจำเรื่อง
มีความหมายว่า
- การทะเลาะ
- การวิวาท
- ความขัดแย้ง
- การโต้เถียง
ในคาถานี้เป็น สิ่งที่ต้องการให้สงบระงับ
จึงอาจจัดเป็น “ศัพท์แกนกลาง” ของเรื่องได้ว่า
เมธคา = สิ่งที่เกิดจากความไม่ลงรอยกัน และทำให้หมู่คณะแตกแยก
๑๖. วิเคราะห์คำว่า “ความสามัคคี”
ศัพท์ที่ควรนำมาเทียบกับ เมธคา คือ
สามัคคี — sāmaggī
หมายถึง
- ความพร้อมเพรียง
- ความสมัครสมาน
- ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
คำนี้มีความสำคัญมากในเรื่องโกสัมพี เพราะอรรถกถากล่าวถึง สวามัคคี/สามัคคี ว่าเป็นคุณธรรมที่ทำให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันได้ และในเรื่องเดียวกันยังมีตอนที่พระศาสดาทรงแสดง “อานิสงส์แห่งสามัคคี” แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
๑๗. ศัพท์พิเศษ : สามัคคี – สงฆ์
สามัคคี
สามคฺคี / sāmaggī
ความพร้อมเพรียง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สงฺฆ
สงฺฆ — saṅgha
หมู่, คณะ, ชุมชน; ในบริบทพระพุทธศาสนา หมายถึงหมู่พระภิกษุ
เมื่อสองศัพท์มารวมกันในทางธรรม
สงฆ์ + สามัคคี
จึงหมายถึง
หมู่สงฆ์ที่อยู่ร่วมกันด้วยความพร้อมเพรียง
๑๘. ศัพท์ว่าด้วย “ความแตกแยก”
หัวข้อพิเศษนี้ควรเป็นส่วนสำคัญของพจนานุกรมเล่มนี้
วิวาท
วิวาท — vivāda
การกล่าวโต้แย้ง การทะเลาะ การขัดแย้ง
กลห
กลห — kalaha
การทะเลาะวิวาท
ภณฺฑน
ภณฺฑน — bhaṇḍana
การทะเลาะ การโต้เถียง
เมธค
เมธค — medhaga
ความขัดแย้ง ความทะเลาะวิวาท
เภท
เภท — bheda
การแตก การแยกออกจากกัน
เภทสงฺฆ
เภทสงฺฆ — saṅghabheda
การทำให้สงฆ์แตกกัน
ศัพท์ชุดนี้ควรนำไปทำเป็น “ดัชนีศัพท์ความขัดแย้ง” ในท้ายเล่มด้วย
๑๙. ศัพท์ว่าด้วย “ความสามัคคี”
ตรงข้ามกับศัพท์ชุดข้างต้น ควรจัดเป็นอีกหมวดหนึ่ง
| ศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|
| สามคฺคี | ความสามัคคี |
| สมคฺค | พร้อมเพรียง |
| สงฺคห | การสงเคราะห์ การยึดเหนี่ยว |
| เมตฺตา | ความปรารถนาดี |
| ขนฺติ | ความอดทน |
| อเวร | ความไม่มีเวร |
| เอกคฺคตา | ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง |
| สหธมฺม | การประพฤติธรรมร่วมกัน |
โดยเฉพาะ สามัคคี กับ อเวร ควรนำเสนอคู่กัน เพราะการไม่มีเวรเป็นพื้นฐานทางจิตของความอยู่ร่วมกันอย่างสงบ
๒๐. พระวินัยธรและพระธรรมกถึก
เรื่องนี้มีศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับบทบาทของพระภิกษุที่ควรบันทึกไว้ในพจนานุกรม
วินัยธร
วินยธร — vinayadhara
ผู้ทรงพระวินัย
คือผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในพระวินัย
ธรรมกถึก
ธมฺมกถิก — dhammakathika
ผู้แสดงธรรม
คือผู้มีความสามารถในการแสดงหรืออธิบายพระธรรม
อรรถกถาเล่าว่าภิกษุสองรูปนี้ต่างฝ่ายต่างมีบริวารมาก และความขัดแย้งระหว่างบุคคลสองรูปได้ขยายกลายเป็นความแตกแยกในหมู่คณะ
ข้อคิดสำคัญ
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า
ความรู้ไม่ทำให้เกิดความสามัคคีโดยอัตโนมัติ
แม้เป็นผู้รู้พระวินัยหรือผู้แสดงธรรม หากขาดความอดทนและความเคารพซึ่งกันและกัน ความรู้ก็อาจถูกใช้เป็นเหตุแห่งการโต้เถียงได้
๒๑. ความผิดเล็กที่กลายเป็นความแตกแยกใหญ่
จุดสำคัญของเรื่องคือ ความขัดแย้งเริ่มจากประเด็นเล็ก ๆ ทางพระวินัย แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยึดความเห็นของตน ความขัดแย้งจึงขยายตัว
โครงสร้างจึงเป็น
เรื่องเล็ก
↓
ถือความเห็นตน
↓
โต้เถียง
↓
วิวาท
↓
แบ่งฝ่าย
↓
แตกแยก
↓
หมู่สงฆ์เสื่อมความสามัคคี
↓
พระศาสดาทรงระอาพระทัย
เรื่องนี้จึงมีคุณค่ามากสำหรับการศึกษา จิตวิทยาของความขัดแย้งในหมู่คณะ
๒๒. หลัก “มรณสติ” กับการระงับวิวาท
คำสำคัญที่สุดของคาถานี้คือ
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
พวกเรากำลังมุ่งไปสู่ความตาย
พระพุทธองค์มิได้ทรงใช้เหตุผลว่า
“พวกเธอทะเลาะกันไม่ดี”
เพียงเท่านั้น
แต่ทรงนำความจริงที่ใหญ่กว่าเข้ามาเตือนว่า
ชีวิตของทุกคนกำลังสิ้นสุดลง
เมื่อรู้เช่นนี้ การเอาชนะกันด้วยถ้อยคำจึงกลายเป็นเรื่องเล็กลง
เพราะในที่สุด
ผู้ชนะและผู้แพ้ต่างก็ต้องตาย
นี่คือการใช้ มรณสติ เป็นเครื่องระงับความขัดแย้ง
๒๓. “รู้” ที่ทำให้ความทะเลาะสงบ
คาถานี้ใช้คำว่า
วิชานนฺติ — รู้ชัด
ถึงสองฝ่าย
ฝ่ายแรก
น วิชานนฺติ
ไม่รู้ชัด
จึงทะเลาะกันต่อ
ฝ่ายที่สอง
วิชานนฺติ
รู้ชัด
จึงทำให้
เมธคา สมฺมนฺติ
ความทะเลาะวิวาทสงบลง
ดังนั้น “ความรู้” ในที่นี้มิใช่เพียงความรู้เชิงวิชาการ แต่เป็น ปัญญาที่เห็นความจริงของชีวิต
๒๔. ศัพท์คู่ตรงข้ามประจำเรื่อง
| ฝ่ายหนึ่ง | ฝ่ายตรงข้าม |
|---|---|
| น วิชานนฺติ | วิชานนฺติ |
| ไม่รู้ชัด | รู้ชัด |
| วิวาท | สามัคคี |
| กลห | สันติ |
| เมธคา | สมคฺค |
| อคติ | ปัญญา |
| ความถือมั่น | การปล่อยวาง |
| ความแตกแยก | ความพร้อมเพรียง |
| ความโกรธ | เมตตา |
| การเอาชนะ | การประนีประนอม |
นี่ควรเป็นหนึ่งในรูปแบบมาตรฐานของ พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท เพราะทำให้ผู้เรียนเห็น “โครงสร้างคู่ตรงข้าม” ของยมกวรรคได้ทันที
๒๕. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง
ก
กลห — การทะเลาะวิวาท
จ
จ — และ, ก็, ส่วน
ต
ตโต — เพราะเหตุนั้น, จากเหตุนั้น
ตตฺถ — ในที่นั้น, ในหมู่นั้น
ธ
ธมฺมกถิก — ผู้แสดงธรรม
ป
ปเร — ชนเหล่าอื่น
ม
มยํ — เราทั้งหลาย
เมธค — ความทะเลาะวิวาท
ย
ยม — ไป, มุ่งไป, ถึง
ยมามฺหเส — พวกเรากำลังมุ่งไป
ว
วินยธร — ผู้ทรงพระวินัย
วิวาท — การทะเลาะ การโต้เถียง
วิชานาติ — รู้ชัด
ส
สมคฺค — พร้อมเพรียง
สมคฺคี — ความสามัคคี
สมฺมนฺติ — ย่อมสงบ ย่อมระงับ
สงฺฆ — หมู่, คณะ, หมู่สงฆ์
อ
เอตฺถ — ในที่นี้
อเวร — ไม่มีเวร
๒๖. ตารางสรุปชนิดศัพท์ในคาถา
| ศัพท์ | ชนิดศัพท์ | ความหมาย |
|---|---|---|
| ปเร | สรรพนาม/นามคุณศัพท์ | ชนเหล่าอื่น |
| จ | นิบาต | และ, ส่วน |
| น | นิบาต | ไม่ |
| วิชานนฺติ | กิริยา | รู้ชัด |
| มยํ | สรรพนาม | เราทั้งหลาย |
| เอตฺถ | อัพยยะ | ในที่นี้ |
| ยมามฺหเส | กิริยา | มุ่งไป/กำลังไป |
| เย | สรรพนามสัมพันธ์ | ชนเหล่าใด |
| ตตฺถ | อัพยยะ | ในที่นั้น |
| ตโต | อัพยยะ | เพราะเหตุนั้น |
| สมฺมนฺติ | กิริยา | ย่อมสงบ |
| เมธคา | นาม | ความทะเลาะวิวาท |
๒๗. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๑
จงวิเคราะห์
วิชานนฺติ
โดยระบุ
- ธาตุ
- ความหมายของธาตุ
- ปัจจัย
- บุรุษ
- วจนะ
- กาล
- ความหมาย
ข้อ ๒
จงวิเคราะห์
มยํ
และอธิบายว่าแตกต่างจาก อหํ อย่างไร
ข้อ ๓
จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง
น วิชานนฺติ
กับ
วิชานนฺติ
ในคาถา
ข้อ ๔
จงแปล
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
โดยแยกคำสนธิออกก่อน
ข้อ ๕
จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง
เมธคา
กับ
สามคฺคี
ข้อ ๖
จงยกศัพท์บาลีที่เกี่ยวข้องกับ “ความแตกแยก” อย่างน้อย ๕ ศัพท์
ข้อ ๗
จงยกศัพท์บาลีที่เกี่ยวข้องกับ “ความสามัคคี” อย่างน้อย ๕ ศัพท์
๒๘. ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก
หัวข้อพิเศษประจำเรื่อง
ก. ศัพท์ฝ่ายความแตกแยก
วิวาท — vivāda
การโต้เถียง การทะเลาะ
กลห — kalaha
การทะเลาะวิวาท
ภณฺฑน — bhaṇḍana
การโต้เถียง การทะเลาะ
เมธค — medhaga
ความขัดแย้ง ความทะเลาะวิวาท
เภท — bheda
การแตก การแยก
เภทสงฺฆ — saṅghabheda
การทำให้สงฆ์แตกกัน
ข. ศัพท์ฝ่ายความสามัคคี
สามคฺคี — sāmaggī
ความพร้อมเพรียง
สมคฺค — samagga
พร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เมตฺตา — mettā
ความปรารถนาดี
ขนฺติ — khanti
ความอดทน
อเวร — avera
ไม่มีเวร
สหธมฺม — sahadhamma
การประพฤติธรรมร่วมกัน
๒๙. หลักธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกัน
จากเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สามารถสกัดหลักการอยู่ร่วมกันได้ ๖ ประการ
๑. รู้จักระงับอารมณ์
อย่าให้ความไม่พอใจกลายเป็นวิวาท
๒. แยก “หลักธรรม” ออกจาก “ตัวตน”
การเห็นต่างในเรื่องหนึ่ง ไม่ควรกลายเป็นการเกลียดบุคคล
๓. รู้จักฟัง
แม้ตนจะเชื่อว่าถูกต้อง ก็ต้องฟังเหตุผลของอีกฝ่าย
๔. ระลึกถึงความตาย
ทุกคนกำลังเดินไปสู่ความตาย
๕. เห็นประโยชน์ของส่วนรวม
ความถูกต้องของตนไม่ควรกลายเป็นเหตุให้หมู่คณะเสียหาย
๖. ให้ความสามัคคีอยู่เหนือชัยชนะของฝ่ายตน
นี่เป็นหลักสำคัญที่สุดของเรื่อง
๓๐. ความหมายเชิงลึกของ “เมธคา สมฺมนฺติ”
คำว่า
เมธคา สมฺมนฺติ
มิได้หมายเพียงว่า
“การทะเลาะหยุดลง”
แต่ควรเข้าใจว่า
ความขัดแย้งที่เกิดจากการยึดมั่นในความเห็นของตนสามารถสงบลงได้ เมื่อบุคคลเกิดปัญญาเห็นความจริงของชีวิต
ดังนั้น การระงับความขัดแย้งจึงเริ่มจาก การเปลี่ยนแปลงภายในจิต ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอก
๓๑. สรุปท้ายเรื่อง
โกสัมพิกวัตถุ เป็นเรื่องที่ ๕ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาศัพท์เกี่ยวกับ ความขัดแย้งและความสามัคคี
พระคาถาหลักคือ
ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ
แก่นของคาถาคือ
ผู้ไม่รู้ว่าชีวิตกำลังมุ่งไปสู่ความตาย ย่อมมัวทะเลาะกัน
ส่วนผู้รู้ความจริง ย่อมทำให้ความทะเลาะวิวาทสงบลง
ดังนั้น เรื่องนี้จึงควรได้รับการจัดหมวดศัพท์พิเศษใน พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ว่า
“ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก”
โดยมีคู่ศัพท์หลัก
เมธคา ↔ สามคฺคี
วิวาท ↔ สันติ
เภท ↔ สมคฺค
โทส ↔ เมตฺตา
เวร ↔ อเวร
น วิชานนฺติ ↔ วิชานนฺติ
และเมื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อจากเรื่องที่ ๔ จะเห็นพัฒนาการของยมกวรรคอย่างชัดเจนว่า
เรื่องที่ ๔ สอนว่า
เวรไม่ระงับด้วยเวร
ส่วน เรื่องที่ ๕ สอนต่อว่า
ความทะเลาะย่อมสงบได้เมื่อมนุษย์เกิดปัญญารู้ความจริงของชีวิต
จึงเป็นลำดับความคิดที่งดงามจาก
“ไม่ผูกเวร” → “รู้ความจริง” → “ระงับวิวาท” → “กลับคืนสู่สามัคคี”
นี่ควรเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของ พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น