วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค ๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

 

ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค

๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

โกสัมพิกวัตถุ — Kosambikavatthu

ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก


๑. เรื่องโดยสังเขป

พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ทรงปรารภ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี แล้วตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องการระงับความทะเลาะวิวาท โดยมีพระธรรมบทคาถาที่ ๖ เป็นใจความสำคัญ

ครั้งนั้น ภิกษุ ๒ รูป คือ พระวินัยธร รูปหนึ่ง และ พระธรรมกถึก รูปหนึ่ง พำนักอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี แต่ละฝ่ายมีบริวารถึง ๕๐๐ รูป

ความขัดแย้งเริ่มจากประเด็นเกี่ยวกับพระวินัย แล้วขยายตัวจนกลายเป็นความทะเลาะ การโต้เถียง และการแบ่งฝ่าย แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงตักเตือนหลายครั้ง ภิกษุเหล่านั้นก็ยังไม่ยอมเลิกรา

ในที่สุด พระศาสดาทรงระอาพระทัยต่อความวุ่นวาย จึงเสด็จออกจากหมู่ภิกษุไปประทับโดยลำพัง ณ ป่ารักขิตวันใกล้ปาริเลยยกะ และทรงได้รับการอุปัฏฐากจากช้างปาริเลยยกะ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงในอรรถกถาธรรมบท

เมื่อชาวเมืองโกสัมพีทราบว่าพระศาสดาเสด็จจากไปเพราะความทะเลาะวิวาทของภิกษุทั้งหลาย พวกเขาจึงไม่ถวายการอุปัฏฐากแก่ภิกษุเหล่านั้นตามเดิม ภิกษุทั้งหลายจึงเริ่มตระหนักถึงความผิดของตน และในที่สุดก็กลับมาสามัคคีกัน

ต่อมา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระศาสดา ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลขอขมา พระองค์จึงทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของชีวิต และตรัสพระธรรมบทคาถาที่ ๖


๒. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง

ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ

แปลความ

ชนเหล่าอื่นย่อมไม่รู้ว่า
“พวกเรากำลังถึงความพินาศอยู่ในที่นี้”
ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นรู้ชัด
ความทะเลาะวิวาททั้งหลายย่อมสงบระงับได้
เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้นรู้ชัดเช่นนั้น

ใจความสำคัญของคาถานี้คือ

ผู้ไม่รู้ → ทะเลาะต่อไป

แต่

ผู้รู้ความจริงของชีวิต → ความทะเลาะย่อมสงบ

อรรถกถาอธิบายคำว่า “มยเมตฺถ ยมามฺหเส” ว่า พวกเรากำลังเข้าไปสู่ความตาย และผู้มีปัญญาเมื่อรู้เช่นนั้น ย่อมปฏิบัติเพื่อระงับความทะเลาะวิวาท


๓. บทบาลีที่ศึกษา

แบ่งศัพท์ได้ดังนี้

ปเร | จ | น | วิชานนฺติ | มยํ | เอตฺถ | ยมามฺหเส | เย | จ | ตตฺถ | วิชานนฺติ | ตโต | สมฺมนฺติ | เมธคา


๔. วิเคราะห์ศัพท์สำคัญ

๔.๑ ปเร

ปเร — pare

เป็นรูปของคำว่า ปร — para

มีความหมายว่า

  • คนอื่น
  • ฝ่ายอื่น
  • ผู้อื่น

ในบริบทของคาถา หมายถึง

บุคคลอีกพวกหนึ่งซึ่งยังไม่รู้ความจริง

จึงมิได้หมายถึง “คนอื่น” ในความหมายทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่มีนัยถึง ผู้ที่ยังไม่เกิดปัญญาเห็นความจริง


๕. จ

จ — ca

เป็นนิบาต

แปลว่า

และ, ก็, ส่วน

ในคาถานี้ใช้เชื่อมข้อความ

ปเร จ

= ส่วนชนเหล่าอื่น

และ

เย จ

= ส่วนชนเหล่าใด

จึงช่วยสร้างโครงสร้างแบบ “สองฝ่าย” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคาถานี้


๖. น

น — na

เป็นนิบาตปฏิเสธ

แปลว่า

ไม่

น วิชานนฺติ

= ย่อมไม่รู้


๗. วิชานนฺติ

วิชานนฺติ — vijānanti

เป็นกิริยา

มาจาก

วิ + √ญา

มีความหมายว่า

รู้ชัด
รู้ทั่วถึง
เข้าใจโดยถูกต้อง

แตกต่างจากการ “รู้” แบบจำข้อมูล เพราะคำว่า วิชานาติ มีนัยของการรู้จำแนกและรู้ชัด

ในคาถานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

น วิชานนฺติ

= ไม่รู้ชัด

ตรงข้ามกับ

วิชานนฺติ

= รู้ชัด


๘. มยํ

มยํ — mayaṃ

เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๑

แปลว่า

เราทั้งหลาย

มยํ เป็นรูปพหูพจน์

จึงต้องระวังไม่แปลเพียงว่า “เรา” เพราะบริบทกล่าวถึงภิกษุเป็นหมู่คณะ


๙. เอตฺถ

เอตฺถ — ettha

เป็นอัพยยศัพท์

แปลว่า

ในที่นี้
ในเรื่องนี้
ณ ที่นี้

เมื่อประกอบกับข้อความ

มยเมตฺถ

เป็นรูปสนธิของ

มยํ + เอตฺถ

มีความหมายว่า

พวกเราทั้งหลาย ณ ที่นี้


๑๐. ยมามฺหเส

ศัพท์นี้เป็นหนึ่งในศัพท์ที่ควรเน้นเป็นพิเศษในพจนานุกรม เพราะเป็นรูปกริยาที่นักเรียนบาลีควรฝึกวิเคราะห์

ยมามฺหเส — yamāmhase

สัมพันธ์กับธาตุ √ยมฺ

มีความหมายเกี่ยวกับ

  • ไป
  • ถึง
  • เข้าไป
  • มุ่งไป

ในบริบทของคาถา มีความหมายในเชิงว่า

พวกเรากำลังมุ่งไปสู่ความตาย

อรรถกถาอธิบายความหมายของข้อความนี้ในทำนองว่า มนุษย์ทั้งหลายล้วนกำลังมุ่งหน้าไปสู่ความตาย แต่คนที่ยังมัวทะเลาะกันกลับไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้


๑๑. เย

เย — ye

เป็นสรรพนามสัมพันธ์

แปลว่า

ชนเหล่าใด
ผู้ใด

ทำหน้าที่เชื่อมกับข้อความที่ตามมา

เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ

ส่วนชนเหล่าใดในหมู่นั้นรู้ชัด


๑๒. ตตฺถ

ตตฺถ — tattha

เป็นอัพยยศัพท์

แปลว่า

ในที่นั้น
ในหมู่นั้น

ในเรื่องนี้หมายถึง ท่ามกลางหมู่ภิกษุผู้กำลังทะเลาะกัน


๑๓. ตโต

ตโต — tato

เป็นอัพยยศัพท์

แปลได้ว่า

เพราะเหตุนั้น
จากเหตุนั้น
ด้วยเหตุนั้น

ในบริบทนี้เหมาะกับความหมายว่า

เพราะเหตุที่รู้ชัดเช่นนั้น


๑๔. สมฺมนฺติ

สมฺมนฺติ — sammanti

เป็นกิริยา

หมายถึง

ย่อมสงบ
ย่อมระงับ
ย่อมสิ้นไป

ในคาถานี้เป็นคำสำคัญ เพราะสิ่งที่เป็นประธานคือ

เมธคา — ความทะเลาะวิวาท

จึงได้ความว่า

ความทะเลาะวิวาทย่อมสงบระงับ


๑๕. เมธคา

เมธคา — medhagā

เป็นศัพท์สำคัญประจำเรื่อง

มีความหมายว่า

  • การทะเลาะ
  • การวิวาท
  • ความขัดแย้ง
  • การโต้เถียง

ในคาถานี้เป็น สิ่งที่ต้องการให้สงบระงับ

จึงอาจจัดเป็น “ศัพท์แกนกลาง” ของเรื่องได้ว่า

เมธคา = สิ่งที่เกิดจากความไม่ลงรอยกัน และทำให้หมู่คณะแตกแยก


๑๖. วิเคราะห์คำว่า “ความสามัคคี”

ศัพท์ที่ควรนำมาเทียบกับ เมธคา คือ

สามัคคี — sāmaggī

หมายถึง

  • ความพร้อมเพรียง
  • ความสมัครสมาน
  • ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คำนี้มีความสำคัญมากในเรื่องโกสัมพี เพราะอรรถกถากล่าวถึง สวามัคคี/สามัคคี ว่าเป็นคุณธรรมที่ทำให้หมู่คณะอยู่ร่วมกันได้ และในเรื่องเดียวกันยังมีตอนที่พระศาสดาทรงแสดง “อานิสงส์แห่งสามัคคี” แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง


๑๗. ศัพท์พิเศษ : สามัคคี – สงฆ์

สามัคคี

สามคฺคี / sāmaggī

ความพร้อมเพรียง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สงฺฆ

สงฺฆ — saṅgha

หมู่, คณะ, ชุมชน; ในบริบทพระพุทธศาสนา หมายถึงหมู่พระภิกษุ

เมื่อสองศัพท์มารวมกันในทางธรรม

สงฆ์ + สามัคคี

จึงหมายถึง

หมู่สงฆ์ที่อยู่ร่วมกันด้วยความพร้อมเพรียง


๑๘. ศัพท์ว่าด้วย “ความแตกแยก”

หัวข้อพิเศษนี้ควรเป็นส่วนสำคัญของพจนานุกรมเล่มนี้

วิวาท

วิวาท — vivāda

การกล่าวโต้แย้ง การทะเลาะ การขัดแย้ง

กลห

กลห — kalaha

การทะเลาะวิวาท

ภณฺฑน

ภณฺฑน — bhaṇḍana

การทะเลาะ การโต้เถียง

เมธค

เมธค — medhaga

ความขัดแย้ง ความทะเลาะวิวาท

เภท

เภท — bheda

การแตก การแยกออกจากกัน

เภทสงฺฆ

เภทสงฺฆ — saṅghabheda

การทำให้สงฆ์แตกกัน

ศัพท์ชุดนี้ควรนำไปทำเป็น “ดัชนีศัพท์ความขัดแย้ง” ในท้ายเล่มด้วย


๑๙. ศัพท์ว่าด้วย “ความสามัคคี”

ตรงข้ามกับศัพท์ชุดข้างต้น ควรจัดเป็นอีกหมวดหนึ่ง

ศัพท์ความหมาย
สามคฺคีความสามัคคี
สมคฺคพร้อมเพรียง
สงฺคหการสงเคราะห์ การยึดเหนี่ยว
เมตฺตาความปรารถนาดี
ขนฺติความอดทน
อเวรความไม่มีเวร
เอกคฺคตาความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
สหธมฺมการประพฤติธรรมร่วมกัน

โดยเฉพาะ สามัคคี กับ อเวร ควรนำเสนอคู่กัน เพราะการไม่มีเวรเป็นพื้นฐานทางจิตของความอยู่ร่วมกันอย่างสงบ


๒๐. พระวินัยธรและพระธรรมกถึก

เรื่องนี้มีศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับบทบาทของพระภิกษุที่ควรบันทึกไว้ในพจนานุกรม

วินัยธร

วินยธร — vinayadhara

ผู้ทรงพระวินัย

คือผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญในพระวินัย

ธรรมกถึก

ธมฺมกถิก — dhammakathika

ผู้แสดงธรรม

คือผู้มีความสามารถในการแสดงหรืออธิบายพระธรรม

อรรถกถาเล่าว่าภิกษุสองรูปนี้ต่างฝ่ายต่างมีบริวารมาก และความขัดแย้งระหว่างบุคคลสองรูปได้ขยายกลายเป็นความแตกแยกในหมู่คณะ

ข้อคิดสำคัญ

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า

ความรู้ไม่ทำให้เกิดความสามัคคีโดยอัตโนมัติ

แม้เป็นผู้รู้พระวินัยหรือผู้แสดงธรรม หากขาดความอดทนและความเคารพซึ่งกันและกัน ความรู้ก็อาจถูกใช้เป็นเหตุแห่งการโต้เถียงได้


๒๑. ความผิดเล็กที่กลายเป็นความแตกแยกใหญ่

จุดสำคัญของเรื่องคือ ความขัดแย้งเริ่มจากประเด็นเล็ก ๆ ทางพระวินัย แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยึดความเห็นของตน ความขัดแย้งจึงขยายตัว

โครงสร้างจึงเป็น

เรื่องเล็ก

ถือความเห็นตน

โต้เถียง

วิวาท

แบ่งฝ่าย

แตกแยก

หมู่สงฆ์เสื่อมความสามัคคี

พระศาสดาทรงระอาพระทัย

เรื่องนี้จึงมีคุณค่ามากสำหรับการศึกษา จิตวิทยาของความขัดแย้งในหมู่คณะ


๒๒. หลัก “มรณสติ” กับการระงับวิวาท

คำสำคัญที่สุดของคาถานี้คือ

มยเมตฺถ ยมามฺหเส

พวกเรากำลังมุ่งไปสู่ความตาย

พระพุทธองค์มิได้ทรงใช้เหตุผลว่า

“พวกเธอทะเลาะกันไม่ดี”

เพียงเท่านั้น

แต่ทรงนำความจริงที่ใหญ่กว่าเข้ามาเตือนว่า

ชีวิตของทุกคนกำลังสิ้นสุดลง

เมื่อรู้เช่นนี้ การเอาชนะกันด้วยถ้อยคำจึงกลายเป็นเรื่องเล็กลง

เพราะในที่สุด

ผู้ชนะและผู้แพ้ต่างก็ต้องตาย

นี่คือการใช้ มรณสติ เป็นเครื่องระงับความขัดแย้ง


๒๓. “รู้” ที่ทำให้ความทะเลาะสงบ

คาถานี้ใช้คำว่า

วิชานนฺติ — รู้ชัด

ถึงสองฝ่าย

ฝ่ายแรก

น วิชานนฺติ

ไม่รู้ชัด

จึงทะเลาะกันต่อ

ฝ่ายที่สอง

วิชานนฺติ

รู้ชัด

จึงทำให้

เมธคา สมฺมนฺติ

ความทะเลาะวิวาทสงบลง

ดังนั้น “ความรู้” ในที่นี้มิใช่เพียงความรู้เชิงวิชาการ แต่เป็น ปัญญาที่เห็นความจริงของชีวิต


๒๔. ศัพท์คู่ตรงข้ามประจำเรื่อง

ฝ่ายหนึ่งฝ่ายตรงข้าม
น วิชานนฺติวิชานนฺติ
ไม่รู้ชัดรู้ชัด
วิวาทสามัคคี
กลหสันติ
เมธคาสมคฺค
อคติปัญญา
ความถือมั่นการปล่อยวาง
ความแตกแยกความพร้อมเพรียง
ความโกรธเมตตา
การเอาชนะการประนีประนอม

นี่ควรเป็นหนึ่งในรูปแบบมาตรฐานของ พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท เพราะทำให้ผู้เรียนเห็น “โครงสร้างคู่ตรงข้าม” ของยมกวรรคได้ทันที


๒๕. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง

กลห — การทะเลาะวิวาท

— และ, ก็, ส่วน

ตโต — เพราะเหตุนั้น, จากเหตุนั้น

ตตฺถ — ในที่นั้น, ในหมู่นั้น

ธมฺมกถิก — ผู้แสดงธรรม

ปเร — ชนเหล่าอื่น

มยํ — เราทั้งหลาย

เมธค — ความทะเลาะวิวาท

ยม — ไป, มุ่งไป, ถึง

ยมามฺหเส — พวกเรากำลังมุ่งไป

วินยธร — ผู้ทรงพระวินัย

วิวาท — การทะเลาะ การโต้เถียง

วิชานาติ — รู้ชัด

สมคฺค — พร้อมเพรียง

สมคฺคี — ความสามัคคี

สมฺมนฺติ — ย่อมสงบ ย่อมระงับ

สงฺฆ — หมู่, คณะ, หมู่สงฆ์

เอตฺถ — ในที่นี้

อเวร — ไม่มีเวร


๒๖. ตารางสรุปชนิดศัพท์ในคาถา

ศัพท์ชนิดศัพท์ความหมาย
ปเรสรรพนาม/นามคุณศัพท์ชนเหล่าอื่น
นิบาตและ, ส่วน
นิบาตไม่
วิชานนฺติกิริยารู้ชัด
มยํสรรพนามเราทั้งหลาย
เอตฺถอัพยยะในที่นี้
ยมามฺหเสกิริยามุ่งไป/กำลังไป
เยสรรพนามสัมพันธ์ชนเหล่าใด
ตตฺถอัพยยะในที่นั้น
ตโตอัพยยะเพราะเหตุนั้น
สมฺมนฺติกิริยาย่อมสงบ
เมธคานามความทะเลาะวิวาท

๒๗. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์

ข้อ ๑

จงวิเคราะห์

วิชานนฺติ

โดยระบุ

  • ธาตุ
  • ความหมายของธาตุ
  • ปัจจัย
  • บุรุษ
  • วจนะ
  • กาล
  • ความหมาย

ข้อ ๒

จงวิเคราะห์

มยํ

และอธิบายว่าแตกต่างจาก อหํ อย่างไร

ข้อ ๓

จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง

น วิชานนฺติ

กับ

วิชานนฺติ

ในคาถา

ข้อ ๔

จงแปล

มยเมตฺถ ยมามฺหเส

โดยแยกคำสนธิออกก่อน

ข้อ ๕

จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง

เมธคา

กับ

สามคฺคี

ข้อ ๖

จงยกศัพท์บาลีที่เกี่ยวข้องกับ “ความแตกแยก” อย่างน้อย ๕ ศัพท์

ข้อ ๗

จงยกศัพท์บาลีที่เกี่ยวข้องกับ “ความสามัคคี” อย่างน้อย ๕ ศัพท์


๒๘. ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก

หัวข้อพิเศษประจำเรื่อง

ก. ศัพท์ฝ่ายความแตกแยก

วิวาท — vivāda
การโต้เถียง การทะเลาะ

กลห — kalaha
การทะเลาะวิวาท

ภณฺฑน — bhaṇḍana
การโต้เถียง การทะเลาะ

เมธค — medhaga
ความขัดแย้ง ความทะเลาะวิวาท

เภท — bheda
การแตก การแยก

เภทสงฺฆ — saṅghabheda
การทำให้สงฆ์แตกกัน


ข. ศัพท์ฝ่ายความสามัคคี

สามคฺคี — sāmaggī
ความพร้อมเพรียง

สมคฺค — samagga
พร้อมเพรียง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เมตฺตา — mettā
ความปรารถนาดี

ขนฺติ — khanti
ความอดทน

อเวร — avera
ไม่มีเวร

สหธมฺม — sahadhamma
การประพฤติธรรมร่วมกัน


๒๙. หลักธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกัน

จากเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สามารถสกัดหลักการอยู่ร่วมกันได้ ๖ ประการ

๑. รู้จักระงับอารมณ์

อย่าให้ความไม่พอใจกลายเป็นวิวาท

๒. แยก “หลักธรรม” ออกจาก “ตัวตน”

การเห็นต่างในเรื่องหนึ่ง ไม่ควรกลายเป็นการเกลียดบุคคล

๓. รู้จักฟัง

แม้ตนจะเชื่อว่าถูกต้อง ก็ต้องฟังเหตุผลของอีกฝ่าย

๔. ระลึกถึงความตาย

ทุกคนกำลังเดินไปสู่ความตาย

๕. เห็นประโยชน์ของส่วนรวม

ความถูกต้องของตนไม่ควรกลายเป็นเหตุให้หมู่คณะเสียหาย

๖. ให้ความสามัคคีอยู่เหนือชัยชนะของฝ่ายตน

นี่เป็นหลักสำคัญที่สุดของเรื่อง


๓๐. ความหมายเชิงลึกของ “เมธคา สมฺมนฺติ”

คำว่า

เมธคา สมฺมนฺติ

มิได้หมายเพียงว่า

“การทะเลาะหยุดลง”

แต่ควรเข้าใจว่า

ความขัดแย้งที่เกิดจากการยึดมั่นในความเห็นของตนสามารถสงบลงได้ เมื่อบุคคลเกิดปัญญาเห็นความจริงของชีวิต

ดังนั้น การระงับความขัดแย้งจึงเริ่มจาก การเปลี่ยนแปลงภายในจิต ก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอก


๓๑. สรุปท้ายเรื่อง

โกสัมพิกวัตถุ เป็นเรื่องที่ ๕ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาศัพท์เกี่ยวกับ ความขัดแย้งและความสามัคคี

พระคาถาหลักคือ

ปเร จ น วิชานนฺติ
มยเมตฺถ ยมามฺหเส
เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ
ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ฯ

แก่นของคาถาคือ

ผู้ไม่รู้ว่าชีวิตกำลังมุ่งไปสู่ความตาย ย่อมมัวทะเลาะกัน
ส่วนผู้รู้ความจริง ย่อมทำให้ความทะเลาะวิวาทสงบลง

ดังนั้น เรื่องนี้จึงควรได้รับการจัดหมวดศัพท์พิเศษใน พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ว่า

“ศัพท์ว่าด้วยความสามัคคีและความแตกแยก”

โดยมีคู่ศัพท์หลัก

เมธคา ↔ สามคฺคี
วิวาท ↔ สันติ
เภท ↔ สมคฺค
โทส ↔ เมตฺตา
เวร ↔ อเวร
น วิชานนฺติ ↔ วิชานนฺติ

และเมื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อจากเรื่องที่ ๔ จะเห็นพัฒนาการของยมกวรรคอย่างชัดเจนว่า

เรื่องที่ ๔ สอนว่า

เวรไม่ระงับด้วยเวร

ส่วน เรื่องที่ ๕ สอนต่อว่า

ความทะเลาะย่อมสงบได้เมื่อมนุษย์เกิดปัญญารู้ความจริงของชีวิต

จึงเป็นลำดับความคิดที่งดงามจาก

“ไม่ผูกเวร” → “รู้ความจริง” → “ระงับวิวาท” → “กลับคืนสู่สามัคคี”

นี่ควรเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของ พจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

  ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย คาถาขึ้นต้นว่า “พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน...” เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๑๔ และเรื่องสุดท้ายของยมกวรรค แห่งพระธรรมบท...