วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค ๔. เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักขิณี

 

ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค

๔. เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักขิณี

กาฬิยักขิณีวัตถุ — Kāḷayakkhinīvatthu

คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง : คาถาที่ ๕

น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ

แปลความว่า

เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลยในกาลไหน ๆ
แต่ย่อมระงับด้วยความไม่มีเวร
นี้เป็นธรรมอันเป็นของเก่าแก่เป็นนิรันดร์

คาถานี้เป็นแก่นกลางของเรื่องนางกาฬียักขิณี และเป็นหนึ่งในพระพุทธพจน์ที่แสดงหลัก “เวรระงับด้วยอเวร” อย่างชัดเจน


๑. เรื่องโดยสังเขป

ในพระนครสาวัตถี มีบุตรคฤหบดีผู้หนึ่งอยู่กับมารดา เมื่อบิดาถึงแก่กรรม เขาดูแลกิจการทั้งที่บ้านและที่นาและปรนนิบัติมารดาด้วยตนเอง

มารดาเห็นว่าบุตรต้องทำงานมาก จึงประสงค์จะหาหญิงสาวมาเป็นภรรยาให้ แต่บุตรไม่ต้องการแต่งงาน เพราะต้องการดูแลมารดาไปตลอดชีวิต

ต่อมามารดาจัดการให้บุตรมีภรรยา ภรรยาคนแรกเป็นหญิงที่มีบุตรยาก เมื่อนางเห็นภรรยาอีกคนตั้งครรภ์ นางเกิดความหวาดกลัวว่าตนจะหมดความสำคัญ จึงทำร้ายหญิงผู้ตั้งครรภ์จนแท้งถึงสองครั้ง

ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อมา ภรรยาคนที่สองปกปิดเรื่องการตั้งครรภ์ไว้ แต่ในที่สุดหญิงคนแรกทราบเรื่องและทำให้เกิดการแท้งอีกครั้ง คราวนี้หญิงผู้ตั้งครรภ์ได้รับความทุกข์ทรมานจนถึงแก่ชีวิต

ก่อนตาย นางเกิดความอาฆาตและตั้งความปรารถนาที่จะจองเวรต่อหญิงอีกคนและลูกของนาง

นับแต่นั้น ความพยาบาทจึงดำเนินต่อเนื่องผ่านการเกิดหลายชาติ

  • ชาติหนึ่งเกิดเป็น แม่ไก่กับแมว
  • อีกชาติหนึ่งเกิดเป็น แม่เนื้อกับเสือดาว
  • ในชาติสุดท้าย ฝ่ายหนึ่งเกิดเป็น หญิงสาวผู้เป็นธิดาของตระกูลผู้ดีในกรุงสาวัตถี
  • อีกฝ่ายเกิดเป็น นางกาฬียักขิณี

เมื่อนางกาฬียักขิณีติดตามหญิงผู้เป็นคู่เวรพร้อมกับบุตร หญิงนั้นได้หลบหนีเข้าไปยังพระเชตวัน ซึ่งพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม

หญิงนั้นนำบุตรไปวางไว้แทบพระบาทของพระศาสดาเพื่อขอความคุ้มครอง ขณะเดียวกันนางกาฬียักขิณีถูกเทพผู้รักษาประตูพระวิหารชื่อ สุมนเทพ ขัดขวางมิให้เข้าไปภายใน

พระพุทธองค์ทรงเรียกนางกาฬียักขิณีเข้ามา แล้วทรงแสดงให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า การจองเวรต่อกันไม่ได้ทำให้ความทุกข์สิ้นสุด แต่กลับทำให้เวรสืบต่อกันไป

พระศาสดาจึงตรัสว่า

“เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยอเวร”

เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจโทษของความพยาบาทแล้ว ความเป็นศัตรูจึงสิ้นสุดลง และนางกาฬียักขิณีได้รับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอย่างสำคัญในตอนจบของเรื่อง


๒. บทบาลีที่ศึกษา

น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ

แบ่งศัพท์ได้ดังนี้

น | หิ | เวเรน | เวรานิ | สมฺมนฺติ | อิธ | กุทาจนํ | อเวเรน | จ | สมฺมนฺติ | เอส | ธมฺโม | สนาตโน


๓. วิเคราะห์ศัพท์ทีละคำ

๓.๑ น

น — na

เป็น นิบาตปฏิเสธ

แปลว่า

  • ไม่
  • มิได้
  • หาไม่

ในคาถานี้ใช้ปฏิเสธข้อความว่า

เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ

จึงเป็น

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ

เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย


๔. หิ

หิ — hi

เป็นนิบาต

มีความหมายในบริบทว่า

  • จริง
  • แท้จริง
  • แน่นอน
  • เพราะว่า

เมื่อใช้ร่วมกับ

น หิ

มีน้ำเสียงเน้นว่า

หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน


๕. เวเรน

เวเรน — verena

มาจากศัพท์

เวร — vera

เป็นนาม นปุงสกลิงค์

รูปที่ปรากฏเป็น ตติยาวิภัตติ เอกวจนะ

ความหมายว่า

ด้วยเวร
โดยเวร
เพราะเวร

ดังนั้น

เวเรน

จึงมิได้แปลเพียงว่า “เวร” แต่ต้องรักษาหน้าที่ทางไวยากรณ์ว่า

ด้วยเวร


๖. เวรานิ

เวรานิ — verāni

เป็นรูปพหูพจน์ของ เวร

วิภัตติ: ปฐมาวิภัตติ
วจนะ: พหูวจนะ
ลิงค์: นปุงสกลิงค์

แปลว่า

เวรทั้งหลาย

เมื่อประกอบกับ

เวเรน

จึงได้โครงสร้างสำคัญว่า

เวเรน เวรานิ

= เวรทั้งหลายด้วยเวร

หรือแปลเป็นไทยอย่างเป็นธรรมชาติว่า

เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร


๗. สมฺมนฺติ

สมฺมนฺติ — sammanti

เป็นกิริยา

ความหมายว่า

  • สงบ
  • ระงับ
  • สงบลง
  • ดับลง

ในประโยคนี้ประธานคือ

เวรานิ — เวรทั้งหลาย

จึงแปลว่า

เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับ

แต่มี อยู่ข้างหน้า

จึงกลายเป็น

เวรทั้งหลายย่อม ไม่ สงบระงับ


๘. อิธ

อิธ — idha

เป็นอัพยยศัพท์

แปลว่า

  • ในโลกนี้
  • ในที่นี้
  • ในโลกมนุษย์นี้

ดังนั้น

สมฺมนฺตีธ

เป็นการสนธิของ

สมฺมนฺติ + อิธ

มีความหมายว่า

ย่อมระงับในโลกนี้

ในทางการศึกษาบาลี คำนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการสังเกต การสนธิระหว่างคำ


๙. กุทาจนํ

กุทาจนํ — kudācanaṃ

เป็นอัพยยศัพท์

มีความหมายว่า

  • เมื่อใดก็ตาม
  • เวลาใด ๆ
  • ในกาลไหน ๆ
  • ไม่ว่าเมื่อใด

เมื่ออยู่กับ

น ... กุทาจนํ

จึงมีความหมายเน้นว่า

ไม่ว่าเวลาใดเลย

ดังนั้น

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ

จึงแปลได้อย่างเต็มความว่า

เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ไม่ว่าในกาลไหน ๆ


๑๐. อเวเรน

อเวเรน — averena

ประกอบด้วย

น + เวร

มีความหมายว่า

ไม่มีเวร
ปราศจากเวร
ไม่พยาบาท

รูป อเวเรน เป็นตติยาวิภัตติ เอกวจนะ

จึงแปลว่า

ด้วยความไม่มีเวร

หรือในภาษาไทยเชิงธรรมว่า

ด้วยความไม่พยาบาท


๑๑. จ

จ — ca

เป็นนิบาต

แปลว่า

  • และ
  • ก็
  • อีกประการหนึ่ง

ในคาถานี้ทำหน้าที่เชื่อมข้อความสองฝ่าย

เวเรน ... ไม่ระงับ

กับ

อเวเรน ... ย่อมระงับ

จึงทำให้โครงสร้างของคาถาเป็น “คู่ตรงข้าม” อย่างชัดเจน


๑๒. เอส

เอส — esa

เป็นสรรพนาม

แปลว่า

นี้

ในประโยค

เอส ธมฺโม

แปลว่า

ธรรมนี้


๑๓. ธมฺโม

ธมฺโม — dhammo

มาจากศัพท์

ธมฺม — dhamma

เป็นนามปุงลิงค์

ปฐมาวิภัตติ เอกวจนะ

แปลว่า

  • ธรรม
  • หลักธรรม
  • หลักความจริง
  • หลักที่ควรประพฤติ

เอส ธมฺโม

= ธรรมนี้ / หลักธรรมนี้


๑๔. สนาตโน

สนาตโน — sanātano

เป็นคำคุณศัพท์

มีความหมายว่า

  • เก่าแก่
  • มีมาแต่โบราณ
  • ดำรงอยู่มาแต่เดิม
  • ไม่เสื่อมสูญไปตามกาล

จึงใช้ขยาย ธมฺโม

ธมฺโม สนาตโน

ธรรมอันมีมาแต่โบราณ

หรือ

หลักธรรมอันเป็นนิรันดร์

คำนี้เป็นศัพท์สำคัญมาก เพราะแสดงว่าหลักการ

“เวรไม่ระงับด้วยเวร แต่อเวรระงับเวร”

มิใช่ข้อคิดเฉพาะเหตุการณ์ของนางกาฬียักขิณีเท่านั้น แต่เป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงชี้ว่าเป็น ธรรมที่มีมาแต่เดิมและเป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับบุคคลหรือยุคสมัย


๑๕. โครงสร้างไวยากรณ์ของคาถา

ประโยคที่ ๑

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ

แยกได้ว่า

  • น = ไม่
  • หิ = แท้จริง
  • เวเรน = ด้วยเวร
  • เวรานิ = เวรทั้งหลาย
  • สมฺมนฺติ = ย่อมระงับ

ความหมาย:

แท้จริง เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวร


ประโยคที่ ๒

อเวเรน จ สมฺมนฺติ

  • อเวเรน = ด้วยอเวร
  • จ = และ
  • สมฺมนฺติ = ย่อมระงับ

ความหมาย:

แต่เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยอเวร


ประโยคที่ ๓

เอส ธมฺโม สนาตโน

  • เอส = นี้
  • ธมฺโม = ธรรม
  • สนาตโน = เก่าแก่ / มีมาแต่โบราณ

ความหมาย:

นี้เป็นธรรมอันมีมาแต่โบราณ


๑๖. คู่ศัพท์สำคัญของเรื่อง

เรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะจัดทำเป็น “คู่ศัพท์ธรรมะ” เพราะพระธรรมบทใช้โครงสร้างแบบคู่ตรงข้าม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของยมกวรรค

ฝ่ายที่ก่อเวรฝ่ายที่ระงับเวร
เวรอเวร
โทสะเมตตา
ความพยาบาทความไม่พยาบาท
การตอบโต้การระงับ
การจองเวรการให้อภัย
ความแตกแยกความปรองดอง
การสืบต่อทุกข์การยุติทุกข์

๑๗. วิเคราะห์คำว่า “อเวร”

อเวร = น + เวร

เป็นการสร้างศัพท์ด้วย อ- ซึ่งมีนัยปฏิเสธหรือไม่มีสิ่งนั้น

ดังนั้น

เวร → อเวร

จึงเป็นคู่ศัพท์สำคัญ

  • เวร = ความเป็นศัตรู
  • อเวร = ความไม่มีเวร

ในทางธรรม อเวรไม่ได้หมายถึงการยอมให้ผู้อื่นทำร้ายโดยไม่มีปัญญาป้องกันตน แต่หมายถึง การไม่ปล่อยให้ความพยาบาทครอบงำจิตและไม่ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว


๑๘. ลำดับเหตุแห่ง “เวร”

เรื่องนางกาฬียักขิณีสามารถนำมาจัดเป็นแผนผังทางธรรมได้ดังนี้

ความริษยา

ความกลัวว่าจะสูญเสียความสำคัญ

การทำร้ายผู้อื่น

ความสูญเสีย

ความโกรธ

ความอาฆาต

การตั้งใจแก้แค้น

การผูกเวร

เวรสืบต่อ

การเกิดเป็นคู่ศัตรูซ้ำ ๆ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม

เห็นโทษของเวร

เกิดอเวร

เวรสงบระงับ

โครงสร้างนี้ทำให้เห็นว่า เหตุแห่งเวรไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่จิตยึดเหตุการณ์นั้นไว้และตอบโต้ด้วยความพยาบาท


๑๙. การเกิดหลายภพชาติในเรื่อง

อรรถกถาใช้การเกิดซ้ำของคู่เวรเพื่อแสดงให้เห็นว่า หากความพยาบาทไม่ได้รับการระงับ ก็สามารถกลายเป็นเหตุให้ความขัดแย้งดำเนินต่อไปได้

ลำดับที่ปรากฏในเรื่องคือ

หญิงสองคน

แม่ไก่ – แมว

แม่เนื้อ – เสือดาว

หญิงสาว – กาฬียักขิณี

นี่เป็นส่วนที่มีคุณค่าอย่างมากสำหรับการศึกษาความคิดเรื่อง กรรมและการสืบต่อของเวร ในอรรถกถาธรรมบท


๒๐. ศัพท์สำคัญเกี่ยวกับเรื่อง

กาฬียักขิณี

กาฬี — Kāḷī

เป็นชื่อเฉพาะ

ยักขิณี — yakkhiṇī

หมายถึงหญิงยักษ์ หรืออมนุษย์เพศหญิง

ดังนั้น

กาฬียักขิณี

จึงเป็นชื่อเรียกนางยักษิณีผู้มีชื่อว่า กาฬี


ยักขิณี

ยักขิณี — yakkhiṇī

เป็นคำที่ใช้เรียกอมนุษย์เพศหญิงในคติพุทธ

ในเรื่องนี้ นางกาฬียักขิณีเป็นตัวแทนของผู้ที่ยังถูกแรงพยาบาทครอบงำ

แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องมิได้จบลงด้วยการทำลายยักขิณี หากจบลงด้วยการ ระงับเวร

นี่เป็นจุดที่ทำให้คาถานี้แตกต่างจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับอมนุษย์ทั่วไป


๒๑. ศัพท์ “เวร” ในเชิงธรรมะ

เวร ไม่ใช่เพียงความโกรธชั่วขณะ

แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกยึดถือและนำไปสู่ความต้องการตอบแทน

จึงควรแยกศัพท์ใกล้เคียงออกจากกัน

โกธ

ความโกรธ

โทส

ความขัดเคือง ความไม่พอใจ

พยาบาท

ความคิดปองร้าย

เวร

ความเป็นศัตรูหรือความพยาบาทที่สืบต่อ

อเวร

ความไม่มีเวร ไม่ผูกพยาบาท

การแยกศัพท์เช่นนี้จะทำให้พจนานุกรมชุดนี้แตกต่างจากพจนานุกรมบาลี–ไทยทั่วไป เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่คำแปล แต่พยายามแสดง ระดับความหมายของศัพท์เมื่ออยู่ในบริบทธรรมะ


๒๒. ศัพท์เฉพาะสถานที่

เชตวัน

เชตวัน — Jetavana

พระอารามสำคัญในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้

คาถาที่ ๕ จึงมิได้ถูกกล่าวขึ้นอย่างลอย ๆ แต่เกิดจากเหตุการณ์จริงที่พระศาสดาทรงใช้เป็น ธรรมเทศนานุเทศ คือหยิบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องแสดงหลักธรรม


๒๓. สุมนเทพ

ในเรื่องนี้มีเทพผู้รักษาประตูพระวิหารชื่อ สุมนเทพ ทำหน้าที่ขัดขวางนางกาฬียักขิณีไม่ให้เข้าไปภายในพระวิหารในขณะนั้น

ศัพท์ที่ควรจำคือ

เทว — deva
เทพ

เทพบุตร — devaputta
เทพผู้เกิดเป็นบุคคลในเทวโลก

ยักขิณี — yakkhiṇī
อมนุษย์เพศหญิง


๒๔. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง

กุทาจนํ — เมื่อใดก็ตาม, ในกาลไหน ๆ

— และ, อีกประการหนึ่ง

— ไม่

ยักขิณี — อมนุษย์เพศหญิง

เวร — ความเป็นศัตรู ความพยาบาท

เวรานิ — เวรทั้งหลาย

เวเรน — ด้วยเวร

สนาตน — มีมาแต่โบราณ, ยั่งยืน

สมฺมนฺติ — ย่อมสงบ, ย่อมระงับ

อเวร — ไม่มีเวร, ไม่พยาบาท

อเวเรน — ด้วยอเวร, ด้วยความไม่มีเวร

อิธ — ในโลกนี้, ในที่นี้

เอส — นี้

หิ — แท้จริง, เพราะว่า

ธมฺม — ธรรม, หลักธรรม, ความจริง


๒๕. ตารางสรุปชนิดศัพท์

ศัพท์ชนิดรูป/หน้าที่ความหมาย
นิบาตปฏิเสธไม่
หินิบาตเน้นความแท้จริง
เวเรนนามตติยา เอก.ด้วยเวร
เวรานินามปฐมา พหุ.เวรทั้งหลาย
สมฺมนฺติกริยาพหุวจนะย่อมระงับ
อิธอัพยยะบอกสถานที่ในโลกนี้
กุทาจนํอัพยยะบอกเวลาในกาลไหน ๆ
อเวเรนนามประกอบคำปฏิเสธตติยา เอก.ด้วยอเวร
นิบาตเชื่อมความและ
เอสสรรพนามปฐมา เอก.นี้
ธมฺโมนามปฐมา เอก.ธรรม
สนาตโนคุณศัพท์ขยายธมฺโมมีมาแต่โบราณ

๒๖. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ

ควรจำเป็นชุดว่า

เวร — เวเรน — เวรานิ — อเวร — อเวเรน

และควรฝึกแปลความสัมพันธ์ของรูปวิภัตติให้ได้ว่า

เวเรน = ด้วยเวร
เวรานิ = เวรทั้งหลาย
อเวเรน = ด้วยอเวร

นอกจากนี้ควรจำชุด

น หิ ... กุทาจนํ

เพื่อให้เข้าใจความหมายเน้นว่า

ไม่เคย / ไม่ว่าเวลาใดเลย


๒๗. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์

ข้อ ๑

จงวิเคราะห์ศัพท์

เวเรน

โดยระบุ

  • ศัพท์เดิม
  • ลิงค์
  • วิภัตติ
  • วจนะ
  • ความหมาย
  • หน้าที่ในประโยค

ข้อ ๒

จงวิเคราะห์

เวรานิ

แล้วอธิบายว่าทำไมจึงแปลว่า “เวรทั้งหลาย”

ข้อ ๓

จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง

เวเรน

กับ

อเวเรน

ข้อ ๔

จงวิเคราะห์

สมฺมนฺติ

ในด้าน

  • ชนิดศัพท์
  • ความหมาย
  • ประธานที่สัมพันธ์ด้วย
  • จำนวน

ข้อ ๕

จงแปล

น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ

โดยเรียงตามศัพท์ก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยที่สละสลวย

ข้อ ๖

จงอธิบายว่า

อเวร

มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “ยอมแพ้” อย่างไร


๒๘. แก่นธรรมของเรื่อง

เรื่องนางกาฬียักขิณีสอนให้เห็นว่า เวรเป็นสิ่งที่สามารถสืบต่อได้เมื่อไม่มีผู้ใดยอมยุติวงจรแห่งความพยาบาท

คนหนึ่งทำร้าย

→ อีกคนตอบโต้

→ ฝ่ายแรกตอบกลับ

→ อีกฝ่ายแก้แค้น

แล้วทั้งสองฝ่ายต่างจดจำว่า

“เขาทำกับเราอย่างนี้”

คำว่า เวร จึงมิใช่เพียงสิ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่เป็นสิ่งที่ถูก เก็บไว้ในใจ

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า

อเวเรน — ด้วยความไม่มีเวร

เมื่อไม่มีผู้รับเชื้อแห่งความพยาบาทต่อ วงจรแห่งเวรย่อมสิ้นสุด


๒๙. ข้อสรุปเชิงพจนานุกรม

เรื่องนี้มีศัพท์สำคัญที่สุด ๓ คำ คือ

เวร

ความพยาบาทที่ทำให้เกิดการตอบโต้

อเวร

ความไม่พยาบาท ไม่ผูกความเป็นศัตรูไว้ในใจ

สนาตนธรรม

หลักธรรมอันมีมาแต่โบราณและไม่เปลี่ยนแปลงตามกาล

เมื่อรวมกันเป็นใจความของพระคาถาได้ว่า

เวรไม่สามารถดับเวรได้
อเวรเท่านั้นที่สามารถทำให้เวรสงบลง
และนี่เป็นหลักธรรมอันเป็นสากลและยั่งยืน


๓๐. สรุปท้ายเรื่อง

กาฬียักขิณีวัตถุ เป็นเรื่องที่ ๔ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องประกอบพระธรรมบทคาถาที่ ๕

น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การทำให้หลักธรรมซึ่งดูเหมือนเป็นถ้อยคำสั้น ๆ กลายเป็นภาพของชีวิตจริง กล่าวคือ ความพยาบาทสามารถสืบต่อความพยาบาท และความไม่พยาบาทสามารถยุติวงจรนั้นได้

ในทางพจนานุกรม เรื่องนี้จึงเป็นบทสำคัญสำหรับศึกษาศัพท์

เวร — อเวร — สมฺมนฺติ — สนาตน — ธมฺม — กุทาจน — อิธ

และในทางธรรมะ เป็นเรื่องที่สอนว่า

“อย่าเพิ่มเวรให้แก่เวร
เพราะการตอบโต้ด้วยเวร ย่อมทำให้เวรดำรงอยู่ต่อไป
แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งหยุดการผูกเวร วงจรแห่งความพยาบาทก็มีโอกาสสิ้นสุดลง”

นี่คือแก่นแท้ของ กาฬียักขิณีวัตถุ และเป็นบทที่แสดงความหมายของ ยมกวรรค — หมวดแห่งธรรมที่เป็นคู่ตรงข้าม ได้อย่างเด่นชัดที่สุดเรื่องหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

##คู่มือเรียนหนังสืออรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๑ ยมกวรรค ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย

  ๑๔. เรื่องภิกษุ ๒ สหาย คาถาขึ้นต้นว่า “พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน...” เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ ๑๔ และเรื่องสุดท้ายของยมกวรรค แห่งพระธรรมบท...