ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค
๔. เรื่องความเกิดขึ้นของนางกาลียักขิณี
กาฬิยักขิณีวัตถุ — Kāḷayakkhinīvatthu
คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง : คาถาที่ ๕
น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ
แปลความว่า
เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลยในกาลไหน ๆ
แต่ย่อมระงับด้วยความไม่มีเวร
นี้เป็นธรรมอันเป็นของเก่าแก่เป็นนิรันดร์
คาถานี้เป็นแก่นกลางของเรื่องนางกาฬียักขิณี และเป็นหนึ่งในพระพุทธพจน์ที่แสดงหลัก “เวรระงับด้วยอเวร” อย่างชัดเจน
๑. เรื่องโดยสังเขป
ในพระนครสาวัตถี มีบุตรคฤหบดีผู้หนึ่งอยู่กับมารดา เมื่อบิดาถึงแก่กรรม เขาดูแลกิจการทั้งที่บ้านและที่นาและปรนนิบัติมารดาด้วยตนเอง
มารดาเห็นว่าบุตรต้องทำงานมาก จึงประสงค์จะหาหญิงสาวมาเป็นภรรยาให้ แต่บุตรไม่ต้องการแต่งงาน เพราะต้องการดูแลมารดาไปตลอดชีวิต
ต่อมามารดาจัดการให้บุตรมีภรรยา ภรรยาคนแรกเป็นหญิงที่มีบุตรยาก เมื่อนางเห็นภรรยาอีกคนตั้งครรภ์ นางเกิดความหวาดกลัวว่าตนจะหมดความสำคัญ จึงทำร้ายหญิงผู้ตั้งครรภ์จนแท้งถึงสองครั้ง
ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อมา ภรรยาคนที่สองปกปิดเรื่องการตั้งครรภ์ไว้ แต่ในที่สุดหญิงคนแรกทราบเรื่องและทำให้เกิดการแท้งอีกครั้ง คราวนี้หญิงผู้ตั้งครรภ์ได้รับความทุกข์ทรมานจนถึงแก่ชีวิต
ก่อนตาย นางเกิดความอาฆาตและตั้งความปรารถนาที่จะจองเวรต่อหญิงอีกคนและลูกของนาง
นับแต่นั้น ความพยาบาทจึงดำเนินต่อเนื่องผ่านการเกิดหลายชาติ
- ชาติหนึ่งเกิดเป็น แม่ไก่กับแมว
- อีกชาติหนึ่งเกิดเป็น แม่เนื้อกับเสือดาว
- ในชาติสุดท้าย ฝ่ายหนึ่งเกิดเป็น หญิงสาวผู้เป็นธิดาของตระกูลผู้ดีในกรุงสาวัตถี
- อีกฝ่ายเกิดเป็น นางกาฬียักขิณี
เมื่อนางกาฬียักขิณีติดตามหญิงผู้เป็นคู่เวรพร้อมกับบุตร หญิงนั้นได้หลบหนีเข้าไปยังพระเชตวัน ซึ่งพระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม
หญิงนั้นนำบุตรไปวางไว้แทบพระบาทของพระศาสดาเพื่อขอความคุ้มครอง ขณะเดียวกันนางกาฬียักขิณีถูกเทพผู้รักษาประตูพระวิหารชื่อ สุมนเทพ ขัดขวางมิให้เข้าไปภายใน
พระพุทธองค์ทรงเรียกนางกาฬียักขิณีเข้ามา แล้วทรงแสดงให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า การจองเวรต่อกันไม่ได้ทำให้ความทุกข์สิ้นสุด แต่กลับทำให้เวรสืบต่อกันไป
พระศาสดาจึงตรัสว่า
“เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยอเวร”
เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจโทษของความพยาบาทแล้ว ความเป็นศัตรูจึงสิ้นสุดลง และนางกาฬียักขิณีได้รับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจอย่างสำคัญในตอนจบของเรื่อง
๒. บทบาลีที่ศึกษา
น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ
แบ่งศัพท์ได้ดังนี้
น | หิ | เวเรน | เวรานิ | สมฺมนฺติ | อิธ | กุทาจนํ | อเวเรน | จ | สมฺมนฺติ | เอส | ธมฺโม | สนาตโน
๓. วิเคราะห์ศัพท์ทีละคำ
๓.๑ น
น — na
เป็น นิบาตปฏิเสธ
แปลว่า
- ไม่
- มิได้
- หาไม่
ในคาถานี้ใช้ปฏิเสธข้อความว่า
เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ
จึงเป็น
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ
เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย
๔. หิ
หิ — hi
เป็นนิบาต
มีความหมายในบริบทว่า
- จริง
- แท้จริง
- แน่นอน
- เพราะว่า
เมื่อใช้ร่วมกับ น
น หิ
มีน้ำเสียงเน้นว่า
หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ย่อมไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน
๕. เวเรน
เวเรน — verena
มาจากศัพท์
เวร — vera
เป็นนาม นปุงสกลิงค์
รูปที่ปรากฏเป็น ตติยาวิภัตติ เอกวจนะ
ความหมายว่า
ด้วยเวร
โดยเวร
เพราะเวร
ดังนั้น
เวเรน
จึงมิได้แปลเพียงว่า “เวร” แต่ต้องรักษาหน้าที่ทางไวยากรณ์ว่า
ด้วยเวร
๖. เวรานิ
เวรานิ — verāni
เป็นรูปพหูพจน์ของ เวร
วิภัตติ: ปฐมาวิภัตติ
วจนะ: พหูวจนะ
ลิงค์: นปุงสกลิงค์
แปลว่า
เวรทั้งหลาย
เมื่อประกอบกับ
เวเรน
จึงได้โครงสร้างสำคัญว่า
เวเรน เวรานิ
= เวรทั้งหลายด้วยเวร
หรือแปลเป็นไทยอย่างเป็นธรรมชาติว่า
เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร
๗. สมฺมนฺติ
สมฺมนฺติ — sammanti
เป็นกิริยา
ความหมายว่า
- สงบ
- ระงับ
- สงบลง
- ดับลง
ในประโยคนี้ประธานคือ
เวรานิ — เวรทั้งหลาย
จึงแปลว่า
เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับ
แต่มี น อยู่ข้างหน้า
จึงกลายเป็น
เวรทั้งหลายย่อม ไม่ สงบระงับ
๘. อิธ
อิธ — idha
เป็นอัพยยศัพท์
แปลว่า
- ในโลกนี้
- ในที่นี้
- ในโลกมนุษย์นี้
ดังนั้น
สมฺมนฺตีธ
เป็นการสนธิของ
สมฺมนฺติ + อิธ
มีความหมายว่า
ย่อมระงับในโลกนี้
ในทางการศึกษาบาลี คำนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการสังเกต การสนธิระหว่างคำ
๙. กุทาจนํ
กุทาจนํ — kudācanaṃ
เป็นอัพยยศัพท์
มีความหมายว่า
- เมื่อใดก็ตาม
- เวลาใด ๆ
- ในกาลไหน ๆ
- ไม่ว่าเมื่อใด
เมื่ออยู่กับ น
น ... กุทาจนํ
จึงมีความหมายเน้นว่า
ไม่ว่าเวลาใดเลย
ดังนั้น
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
จึงแปลได้อย่างเต็มความว่า
เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ไม่ว่าในกาลไหน ๆ
๑๐. อเวเรน
อเวเรน — averena
ประกอบด้วย
น + เวร
มีความหมายว่า
ไม่มีเวร
ปราศจากเวร
ไม่พยาบาท
รูป อเวเรน เป็นตติยาวิภัตติ เอกวจนะ
จึงแปลว่า
ด้วยความไม่มีเวร
หรือในภาษาไทยเชิงธรรมว่า
ด้วยความไม่พยาบาท
๑๑. จ
จ — ca
เป็นนิบาต
แปลว่า
- และ
- ก็
- อีกประการหนึ่ง
ในคาถานี้ทำหน้าที่เชื่อมข้อความสองฝ่าย
เวเรน ... ไม่ระงับ
กับ
อเวเรน ... ย่อมระงับ
จึงทำให้โครงสร้างของคาถาเป็น “คู่ตรงข้าม” อย่างชัดเจน
๑๒. เอส
เอส — esa
เป็นสรรพนาม
แปลว่า
นี้
ในประโยค
เอส ธมฺโม
แปลว่า
ธรรมนี้
๑๓. ธมฺโม
ธมฺโม — dhammo
มาจากศัพท์
ธมฺม — dhamma
เป็นนามปุงลิงค์
ปฐมาวิภัตติ เอกวจนะ
แปลว่า
- ธรรม
- หลักธรรม
- หลักความจริง
- หลักที่ควรประพฤติ
เอส ธมฺโม
= ธรรมนี้ / หลักธรรมนี้
๑๔. สนาตโน
สนาตโน — sanātano
เป็นคำคุณศัพท์
มีความหมายว่า
- เก่าแก่
- มีมาแต่โบราณ
- ดำรงอยู่มาแต่เดิม
- ไม่เสื่อมสูญไปตามกาล
จึงใช้ขยาย ธมฺโม
ธมฺโม สนาตโน
ธรรมอันมีมาแต่โบราณ
หรือ
หลักธรรมอันเป็นนิรันดร์
คำนี้เป็นศัพท์สำคัญมาก เพราะแสดงว่าหลักการ
“เวรไม่ระงับด้วยเวร แต่อเวรระงับเวร”
มิใช่ข้อคิดเฉพาะเหตุการณ์ของนางกาฬียักขิณีเท่านั้น แต่เป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงชี้ว่าเป็น ธรรมที่มีมาแต่เดิมและเป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับบุคคลหรือยุคสมัย
๑๕. โครงสร้างไวยากรณ์ของคาถา
ประโยคที่ ๑
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺติ
แยกได้ว่า
- น = ไม่
- หิ = แท้จริง
- เวเรน = ด้วยเวร
- เวรานิ = เวรทั้งหลาย
- สมฺมนฺติ = ย่อมระงับ
ความหมาย:
แท้จริง เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับด้วยเวร
ประโยคที่ ๒
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
- อเวเรน = ด้วยอเวร
- จ = และ
- สมฺมนฺติ = ย่อมระงับ
ความหมาย:
แต่เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยอเวร
ประโยคที่ ๓
เอส ธมฺโม สนาตโน
- เอส = นี้
- ธมฺโม = ธรรม
- สนาตโน = เก่าแก่ / มีมาแต่โบราณ
ความหมาย:
นี้เป็นธรรมอันมีมาแต่โบราณ
๑๖. คู่ศัพท์สำคัญของเรื่อง
เรื่องนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะจัดทำเป็น “คู่ศัพท์ธรรมะ” เพราะพระธรรมบทใช้โครงสร้างแบบคู่ตรงข้าม ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของยมกวรรค
| ฝ่ายที่ก่อเวร | ฝ่ายที่ระงับเวร |
|---|---|
| เวร | อเวร |
| โทสะ | เมตตา |
| ความพยาบาท | ความไม่พยาบาท |
| การตอบโต้ | การระงับ |
| การจองเวร | การให้อภัย |
| ความแตกแยก | ความปรองดอง |
| การสืบต่อทุกข์ | การยุติทุกข์ |
๑๗. วิเคราะห์คำว่า “อเวร”
อเวร = น + เวร
เป็นการสร้างศัพท์ด้วย อ- ซึ่งมีนัยปฏิเสธหรือไม่มีสิ่งนั้น
ดังนั้น
เวร → อเวร
จึงเป็นคู่ศัพท์สำคัญ
- เวร = ความเป็นศัตรู
- อเวร = ความไม่มีเวร
ในทางธรรม อเวรไม่ได้หมายถึงการยอมให้ผู้อื่นทำร้ายโดยไม่มีปัญญาป้องกันตน แต่หมายถึง การไม่ปล่อยให้ความพยาบาทครอบงำจิตและไม่ตอบโต้ความชั่วด้วยความชั่ว
๑๘. ลำดับเหตุแห่ง “เวร”
เรื่องนางกาฬียักขิณีสามารถนำมาจัดเป็นแผนผังทางธรรมได้ดังนี้
ความริษยา
↓
ความกลัวว่าจะสูญเสียความสำคัญ
↓
การทำร้ายผู้อื่น
↓
ความสูญเสีย
↓
ความโกรธ
↓
ความอาฆาต
↓
การตั้งใจแก้แค้น
↓
การผูกเวร
↓
เวรสืบต่อ
↓
การเกิดเป็นคู่ศัตรูซ้ำ ๆ
↓
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม
↓
เห็นโทษของเวร
↓
เกิดอเวร
↓
เวรสงบระงับ
โครงสร้างนี้ทำให้เห็นว่า เหตุแห่งเวรไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่จิตยึดเหตุการณ์นั้นไว้และตอบโต้ด้วยความพยาบาท
๑๙. การเกิดหลายภพชาติในเรื่อง
อรรถกถาใช้การเกิดซ้ำของคู่เวรเพื่อแสดงให้เห็นว่า หากความพยาบาทไม่ได้รับการระงับ ก็สามารถกลายเป็นเหตุให้ความขัดแย้งดำเนินต่อไปได้
ลำดับที่ปรากฏในเรื่องคือ
หญิงสองคน
↓
แม่ไก่ – แมว
↓
แม่เนื้อ – เสือดาว
↓
หญิงสาว – กาฬียักขิณี
นี่เป็นส่วนที่มีคุณค่าอย่างมากสำหรับการศึกษาความคิดเรื่อง กรรมและการสืบต่อของเวร ในอรรถกถาธรรมบท
๒๐. ศัพท์สำคัญเกี่ยวกับเรื่อง
กาฬียักขิณี
กาฬี — Kāḷī
เป็นชื่อเฉพาะ
ยักขิณี — yakkhiṇī
หมายถึงหญิงยักษ์ หรืออมนุษย์เพศหญิง
ดังนั้น
กาฬียักขิณี
จึงเป็นชื่อเรียกนางยักษิณีผู้มีชื่อว่า กาฬี
ยักขิณี
ยักขิณี — yakkhiṇī
เป็นคำที่ใช้เรียกอมนุษย์เพศหญิงในคติพุทธ
ในเรื่องนี้ นางกาฬียักขิณีเป็นตัวแทนของผู้ที่ยังถูกแรงพยาบาทครอบงำ
แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องมิได้จบลงด้วยการทำลายยักขิณี หากจบลงด้วยการ ระงับเวร
นี่เป็นจุดที่ทำให้คาถานี้แตกต่างจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับอมนุษย์ทั่วไป
๒๑. ศัพท์ “เวร” ในเชิงธรรมะ
เวร ไม่ใช่เพียงความโกรธชั่วขณะ
แต่เป็นความรู้สึกที่ถูกยึดถือและนำไปสู่ความต้องการตอบแทน
จึงควรแยกศัพท์ใกล้เคียงออกจากกัน
โกธ
ความโกรธ
โทส
ความขัดเคือง ความไม่พอใจ
พยาบาท
ความคิดปองร้าย
เวร
ความเป็นศัตรูหรือความพยาบาทที่สืบต่อ
อเวร
ความไม่มีเวร ไม่ผูกพยาบาท
การแยกศัพท์เช่นนี้จะทำให้พจนานุกรมชุดนี้แตกต่างจากพจนานุกรมบาลี–ไทยทั่วไป เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่คำแปล แต่พยายามแสดง ระดับความหมายของศัพท์เมื่ออยู่ในบริบทธรรมะ
๒๒. ศัพท์เฉพาะสถานที่
เชตวัน
เชตวัน — Jetavana
พระอารามสำคัญในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้
คาถาที่ ๕ จึงมิได้ถูกกล่าวขึ้นอย่างลอย ๆ แต่เกิดจากเหตุการณ์จริงที่พระศาสดาทรงใช้เป็น ธรรมเทศนานุเทศ คือหยิบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเครื่องแสดงหลักธรรม
๒๓. สุมนเทพ
ในเรื่องนี้มีเทพผู้รักษาประตูพระวิหารชื่อ สุมนเทพ ทำหน้าที่ขัดขวางนางกาฬียักขิณีไม่ให้เข้าไปภายในพระวิหารในขณะนั้น
ศัพท์ที่ควรจำคือ
เทว — deva
เทพ
เทพบุตร — devaputta
เทพผู้เกิดเป็นบุคคลในเทวโลก
ยักขิณี — yakkhiṇī
อมนุษย์เพศหญิง
๒๔. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง
ก
กุทาจนํ — เมื่อใดก็ตาม, ในกาลไหน ๆ
จ
จ — และ, อีกประการหนึ่ง
น
น — ไม่
ย
ยักขิณี — อมนุษย์เพศหญิง
ว
เวร — ความเป็นศัตรู ความพยาบาท
เวรานิ — เวรทั้งหลาย
เวเรน — ด้วยเวร
ส
สนาตน — มีมาแต่โบราณ, ยั่งยืน
สมฺมนฺติ — ย่อมสงบ, ย่อมระงับ
อ
อเวร — ไม่มีเวร, ไม่พยาบาท
อเวเรน — ด้วยอเวร, ด้วยความไม่มีเวร
อิธ — ในโลกนี้, ในที่นี้
เอส — นี้
หิ — แท้จริง, เพราะว่า
ธมฺม — ธรรม, หลักธรรม, ความจริง
๒๕. ตารางสรุปชนิดศัพท์
| ศัพท์ | ชนิด | รูป/หน้าที่ | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| น | นิบาต | ปฏิเสธ | ไม่ |
| หิ | นิบาต | เน้นความ | แท้จริง |
| เวเรน | นาม | ตติยา เอก. | ด้วยเวร |
| เวรานิ | นาม | ปฐมา พหุ. | เวรทั้งหลาย |
| สมฺมนฺติ | กริยา | พหุวจนะ | ย่อมระงับ |
| อิธ | อัพยยะ | บอกสถานที่ | ในโลกนี้ |
| กุทาจนํ | อัพยยะ | บอกเวลา | ในกาลไหน ๆ |
| อเวเรน | นามประกอบคำปฏิเสธ | ตติยา เอก. | ด้วยอเวร |
| จ | นิบาต | เชื่อมความ | และ |
| เอส | สรรพนาม | ปฐมา เอก. | นี้ |
| ธมฺโม | นาม | ปฐมา เอก. | ธรรม |
| สนาตโน | คุณศัพท์ | ขยายธมฺโม | มีมาแต่โบราณ |
๒๖. ศัพท์ที่ควรจำสำหรับการเรียนและการสอบ
ควรจำเป็นชุดว่า
เวร — เวเรน — เวรานิ — อเวร — อเวเรน
และควรฝึกแปลความสัมพันธ์ของรูปวิภัตติให้ได้ว่า
เวเรน = ด้วยเวร
เวรานิ = เวรทั้งหลาย
อเวเรน = ด้วยอเวร
นอกจากนี้ควรจำชุด
น หิ ... กุทาจนํ
เพื่อให้เข้าใจความหมายเน้นว่า
ไม่เคย / ไม่ว่าเวลาใดเลย
๒๗. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๑
จงวิเคราะห์ศัพท์
เวเรน
โดยระบุ
- ศัพท์เดิม
- ลิงค์
- วิภัตติ
- วจนะ
- ความหมาย
- หน้าที่ในประโยค
ข้อ ๒
จงวิเคราะห์
เวรานิ
แล้วอธิบายว่าทำไมจึงแปลว่า “เวรทั้งหลาย”
ข้อ ๓
จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง
เวเรน
กับ
อเวเรน
ข้อ ๔
จงวิเคราะห์
สมฺมนฺติ
ในด้าน
- ชนิดศัพท์
- ความหมาย
- ประธานที่สัมพันธ์ด้วย
- จำนวน
ข้อ ๕
จงแปล
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
โดยเรียงตามศัพท์ก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยที่สละสลวย
ข้อ ๖
จงอธิบายว่า
อเวร
มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “ยอมแพ้” อย่างไร
๒๘. แก่นธรรมของเรื่อง
เรื่องนางกาฬียักขิณีสอนให้เห็นว่า เวรเป็นสิ่งที่สามารถสืบต่อได้เมื่อไม่มีผู้ใดยอมยุติวงจรแห่งความพยาบาท
คนหนึ่งทำร้าย
→ อีกคนตอบโต้
→ ฝ่ายแรกตอบกลับ
→ อีกฝ่ายแก้แค้น
แล้วทั้งสองฝ่ายต่างจดจำว่า
“เขาทำกับเราอย่างนี้”
คำว่า เวร จึงมิใช่เพียงสิ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่เป็นสิ่งที่ถูก เก็บไว้ในใจ
พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกด้วยคำเพียงคำเดียวว่า
อเวเรน — ด้วยความไม่มีเวร
เมื่อไม่มีผู้รับเชื้อแห่งความพยาบาทต่อ วงจรแห่งเวรย่อมสิ้นสุด
๒๙. ข้อสรุปเชิงพจนานุกรม
เรื่องนี้มีศัพท์สำคัญที่สุด ๓ คำ คือ
เวร
ความพยาบาทที่ทำให้เกิดการตอบโต้
อเวร
ความไม่พยาบาท ไม่ผูกความเป็นศัตรูไว้ในใจ
สนาตนธรรม
หลักธรรมอันมีมาแต่โบราณและไม่เปลี่ยนแปลงตามกาล
เมื่อรวมกันเป็นใจความของพระคาถาได้ว่า
เวรไม่สามารถดับเวรได้
อเวรเท่านั้นที่สามารถทำให้เวรสงบลง
และนี่เป็นหลักธรรมอันเป็นสากลและยั่งยืน
๓๐. สรุปท้ายเรื่อง
กาฬียักขิณีวัตถุ เป็นเรื่องที่ ๔ แห่งยมกวรรค และเป็นเรื่องประกอบพระธรรมบทคาถาที่ ๕
น หิ เวเรน เวรานิ
สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ
เอส ธมฺโม สนาตโน ฯ
ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การทำให้หลักธรรมซึ่งดูเหมือนเป็นถ้อยคำสั้น ๆ กลายเป็นภาพของชีวิตจริง กล่าวคือ ความพยาบาทสามารถสืบต่อความพยาบาท และความไม่พยาบาทสามารถยุติวงจรนั้นได้
ในทางพจนานุกรม เรื่องนี้จึงเป็นบทสำคัญสำหรับศึกษาศัพท์
เวร — อเวร — สมฺมนฺติ — สนาตน — ธมฺม — กุทาจน — อิธ
และในทางธรรมะ เป็นเรื่องที่สอนว่า
“อย่าเพิ่มเวรให้แก่เวร
เพราะการตอบโต้ด้วยเวร ย่อมทำให้เวรดำรงอยู่ต่อไป
แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งหยุดการผูกเวร วงจรแห่งความพยาบาทก็มีโอกาสสิ้นสุดลง”
นี่คือแก่นแท้ของ กาฬียักขิณีวัตถุ และเป็นบทที่แสดงความหมายของ ยมกวรรค — หมวดแห่งธรรมที่เป็นคู่ตรงข้าม ได้อย่างเด่นชัดที่สุดเรื่องหนึ่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น