ภาคที่ ๑ : ยมกวรรค
๓. เรื่องพระติสสเถระ
ติสสเถรวัตถุ — Tissatthera-vatthu
พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ พระติสสเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนาว่าด้วยเรื่องการผูกเวรและการระงับเวร อันเป็นเนื้อหาของพระธรรมบทคาถาที่ ๓–๔ แห่งยมกวรรค
พระติสสเถระเป็นพระภิกษุผู้ว่ายากและถือตัว ท่านเป็นโอรสของพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดาของพระพุทธเจ้า และได้บวชเมื่อมีอายุมากแล้ว แม้จะมีพรรษาน้อย แต่ด้วยความเป็นพระญาติของพระศาสดาและด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสง่างาม จึงมักทำตนเสมือนพระเถระผู้ใหญ่
เมื่อพระภิกษุอาคันตุกะเดินทางมาเฝ้าพระศาสดา เห็นพระติสสเถระนั่งอยู่ในบริเวณโรงฉัน ก็เข้าใจว่าเป็นพระเถระผู้ใหญ่ จึงเข้าไปถามไถ่และขอรับคำแนะนำเกี่ยวกับกิจวัตรต่าง ๆ แต่พระติสสเถระกลับไม่ตอบคำถามและไม่แสดงความเอื้อเฟื้อตามสมควร
ต่อมาเมื่อพระภิกษุหนุ่มบางรูปตำหนิพฤติกรรมของท่าน พระติสสเถระเกิดความไม่พอใจและไปกราบทูลพระศาสดา พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่นเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการที่ตนเองยังไม่รู้จักเคารพผู้อื่นและไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมของพระภิกษุ
พระศาสดาจึงทรงแสดงหลักสำคัญว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวร แล้วตรัสพระธรรมบทคาถาที่ ๓ และ ๔
เนื้อเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลักธรรมเรื่อง เวร ความโกรธ ความจำฝังใจ และการให้อภัย มาอธิบายผ่านเหตุการณ์ในชีวิตจริงของพระภิกษุ
๑. คาถาธรรมบทที่เกี่ยวข้อง
คาถาที่ ๓
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาสิ เม
เย ตํ อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสํ น สมฺมติ ฯ
คาถาที่ ๔
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาสิ เม
เย ตํ น อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ
พระธรรมบททั้งสองคาถานี้เป็นคู่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจน คือ
- คาถาที่ ๓ กล่าวถึง ผู้ผูกเวร
- คาถาที่ ๔ กล่าวถึง ผู้ไม่ผูกเวร
ใจความสำคัญจึงมิใช่เพียงเรื่อง “ใครทำอะไรแก่ใคร” แต่เป็นเรื่องว่า จิตของผู้ถูกกระทำจะเลือกตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร
๒. บทบาลีที่ศึกษา
๒.๑ คาถาที่ ๓
อกฺโกจฺฉิ มํ — เขาด่าเรา
อวธิ มํ — เขาฆ่าเรา / ทำร้ายเรา
อชินิ มํ — เขาชนะเรา
อหาสิ เม — เขาเอาสิ่งของของเราไป
เย ตํ อุปนยฺหนฺติ — ชนเหล่าใดผูกเวรนั้นไว้
เวรํ เตสํ น สมฺมติ — เวรของชนเหล่านั้นย่อมไม่สงบระงับ
๒.๒ คาถาที่ ๔
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ
อชินิ มํ อหาสิ เม
ข้อความตอนต้นเหมือนคาถาที่ ๓ ทุกประการ แต่เปลี่ยนใจความสำคัญในตอนท้ายเป็น
เย ตํ น อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสูปสมฺมติ ฯ
แปลว่า
ชนเหล่าใดไม่ผูกเวรนั้นไว้ เวรของชนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ
จุดสำคัญทางธรรมอยู่ที่คำว่า
อุปนยฺหนฺติ — ผูกไว้ / ผูกเวรไว้
กับ
น อุปนยฺหนฺติ — ไม่ผูกไว้
๓. วิเคราะห์ศัพท์สำคัญ
๓.๑ อกฺโกจฺฉิ
รูปศัพท์: อกฺโกจฺฉิ
ความหมาย: ด่าแล้ว, กล่าวคำหยาบแล้ว, บริภาษแล้ว
เป็นรูปกริยาในอดีตกาล หมายถึงการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว
คำนี้สัมพันธ์กับกิริยา อักโกสติ (akkosati) ซึ่งมีความหมายว่า
- ด่า
- บริภาษ
- กล่าวคำหยาบ
- กล่าวถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจ
ในบริบท
“อกฺโกจฺฉิ มํ” จึงมิใช่เพียง “เขาพูดกับเรา” แต่หมายถึง
เขาได้ด่าเรา / เขาได้กล่าวถ้อยคำหยาบแก่เรา
๓.๒ มํ
ศัพท์เดิม: อหํ — เรา, ข้าพเจ้า
รูป: มํ
วิภัตติ: ทุติยาวิภัตติ
วจนะ: เอกวจนะ
หน้าที่: กรรมของกิริยา
เช่น
อกฺโกจฺฉิ มํ
= เขาด่า เรา
อวธิ มํ
= เขาทำร้าย/ฆ่า เรา
จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการสังเกตว่า มํ มิใช่คำว่า “เรา” ในรูปทั่วไป แต่เป็นรูปกรรมของ อหํ
๔. อวธิ
รูปศัพท์: อวธิ
ความหมาย: ได้ฆ่า, ได้ทำร้าย
สัมพันธ์กับธาตุ √han มีความหมายว่า
- ฆ่า
- ประหาร
- ทำร้าย
ในบริบทของพระธรรมบทใช้เป็นข้อความที่มนุษย์นำมาคิดซ้ำ ๆ ว่า
“เขาทำร้ายเรา”
จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็น ความทรงจำที่ถูกนำกลับมาปรุงแต่งในใจ
๕. อชินิ
รูปศัพท์: อชินิ
ความหมาย: ได้ชนะแล้ว
สัมพันธ์กับธาตุ √ji มีความหมายว่า
- ชนะ
- มีชัย
- เอาชนะ
อชินิ มํ
= เขาเอาชนะเรา
ในบริบทของคาถา มิได้หมายถึงชัยชนะทางสงครามเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงความรู้สึกว่า
“เขาเอาชนะเรา ทำให้เราเสียหน้า หรือทำให้เราพ่ายแพ้”
๖. อหาสิ
รูปศัพท์: อหาสิ
ความหมาย: ได้เอาไปแล้ว, ได้ขโมยไปแล้ว
สัมพันธ์กับธาตุ √har มีความหมายว่า
- นำไป
- ถือไป
- เอาไป
- ลักไป
อหาสิ เม
= เขาเอาของของเราไป
คำว่า เม เป็นรูปกรรมสิทธิ์จาก อหํ มีความหมายว่า
ของเรา / แก่เรา / ของข้าพเจ้า
๗. อุปนยฺหนฺติ
รูปศัพท์: อุปนยฺหนฺติ
รากศัพท์: อุป + √นหฺ
ความหมายตามศัพท์: ผูก, รัด, ผูกไว้
คำนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจคาถาทั้งสองบท เพราะ “การผูก” ในที่นี้พัฒนาจากความหมายทางกายภาพไปสู่ความหมายทางจิตใจ
อุปนยฺหนฺติ เวรํ
หมายถึง
ผูกเวรไว้ในใจ
ดังนั้น เวรในพระธรรมบทจึงมิได้ดำรงอยู่เพียงเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ดำรงอยู่เพราะบุคคล นำเหตุการณ์นั้นมาผูกไว้กับจิตของตน
๘. เวรํ
ศัพท์: เวร
บาลี: เวรํ
ชนิดศัพท์: นาม
ลิงค์: นปุงสกลิงค์
ความหมาย: เวร, ความเป็นศัตรู, ความพยาบาท
ศัพท์นี้เป็นศัพท์ธรรมะสำคัญของเรื่อง
ความหมายตามศัพท์
ความเป็นศัตรู ความพยาบาท ความโกรธที่ตอบโต้กัน
ความหมายตามบริบท
ความรู้สึกขุ่นเคืองที่บุคคลเก็บไว้ในใจและต้องการตอบแทนผู้ที่ตนเห็นว่าเป็นผู้ทำร้ายตน
ดังนั้น
เวรํ น สมฺมติ
จึงหมายถึง
เวรไม่สงบ ไม่ระงับ
๙. สมฺมติ
รูปศัพท์: สมฺมติ
ชนิดศัพท์: กริยา
ความหมาย: สงบ, ระงับ, หายไป
สัมพันธ์กับคำที่มีความหมายเกี่ยวกับความสงบหรือการระงับ
ในประโยค
เวรํ เตสํ น สมฺมติ
แปลตามลำดับว่า
เวรของชนเหล่านั้นไม่สงบระงับ
ตรงกันข้ามกับ
เวรํ เตสูปสมฺมติ
เวรของชนเหล่านั้นย่อมสงบระงับ
๑๐. วิเคราะห์ไวยากรณ์ของคาถา
ประโยคที่ ๑
อกฺโกจฺฉิ มํ
ประธาน — เขา (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)
กริยา — อกฺโกจฺฉิ
กรรม — มํ
ความหมาย:
เขาด่าเรา
ประโยคที่ ๒
อวธิ มํ
กริยา — อวธิ
กรรม — มํ
ความหมาย:
เขาฆ่าเรา / เขาทำร้ายเรา
ประโยคที่ ๓
อชินิ มํ
กริยา — อชินิ
กรรม — มํ
ความหมาย:
เขาชนะเรา
ประโยคที่ ๔
อหาสิ เม
กริยา — อหาสิ
กรรมสิทธิ์ — เม
ความหมาย:
เขาเอาของของเราไป
๑๑. วิเคราะห์คำว่า “ผูกเวร”
อุปนยฺหติ
เมื่อใช้กับคำว่า เวร
เวรํ อุปนยฺหติ
มีนัยว่า
ผูกเวร
ผูกใจเจ็บ
เก็บความพยาบาทไว้
จึงเป็นคำที่ควรนำไปอธิบายทั้งทางภาษาและทางจิตวิทยา
เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในอดีต
→ จิตจำเหตุการณ์
→ จิตตีความว่า “เขาทำร้ายเรา”
→ เกิดความโกรธ
→ นำเรื่องนั้นกลับมาคิดซ้ำ
→ เกิดความพยาบาท
→ กลายเป็น “เวร”
นี่คือความหมายเชิงธรรมะของ อุปนยฺหนะ — การผูกไว้
๑๒. วิเคราะห์สมาสและศัพท์ประกอบ
มโนปุพฺพงฺคม — จากเรื่องก่อนหน้า
แม้คำนี้จะปรากฏเด่นในคาถาที่ ๑–๒ แต่เมื่อศึกษายมกวรรคต่อเนื่อง ควรสังเกตว่าคาถาที่ ๓–๔ กำลังแสดงผลของ มโน ในอีกลักษณะหนึ่ง
คาถาที่ ๑–๒ แสดงว่า
ใจเป็นหัวหน้า
ส่วนคาถาที่ ๓–๔ แสดงว่า
ถ้าใจผูกเวร ความขัดแย้งก็ไม่สิ้นสุด
ถ้าใจไม่ผูกเวร ความขัดแย้งย่อมสงบ
จึงเห็นโครงสร้างทางธรรมของยมกวรรคได้อย่างชัดเจนว่า จิตเป็นต้นเหตุของการสร้างทั้งทุกข์และความสงบ
๑๓. ศัพท์ธรรมะสำคัญประจำเรื่อง
| ศัพท์บาลี | คำอ่าน | ความหมาย |
|---|---|---|
| เวร | เว-ระ | เวร, ความเป็นศัตรู |
| อุปนยฺหน | อุ-ปะ-นัย-หะ-นะ | การผูกเวร |
| อกฺโกส | อัก-โก-สะ | การด่า การบริภาษ |
| โทส | โท-สะ | ความโกรธ |
| โกธ | โก-ธะ | ความโกรธ |
| พฺยาปาท | พฺยา-ปา-ทะ | ความคิดปองร้าย |
| ขนฺติ | ขัน-ติ | ความอดทน |
| เมตฺตา | เมด-ตา | ความรักใคร่ปรารถนาดี |
| อเวร | อะ-เว-ระ | ไม่มีเวร |
| อพฺยาปชฺฌ | อับ-พะ-ยา-ปัด-ชะ | ไม่มีความเบียดเบียน |
๑๔. “เวร” กับ “อเวร”
หัวใจของเรื่องพระติสสเถระสามารถสรุปเป็นคู่ศัพท์ได้ว่า
เวร ↔ อเวร
ฝ่ายหนึ่งคือการจำความผิดของผู้อื่นไว้ในใจ
อีกฝ่ายหนึ่งคือการไม่ผูกความโกรธและความพยาบาทไว้
หลักธรรมนี้สอดคล้องกับใจความสำคัญของพระธรรมบทที่ว่า
การตอบโต้ด้วยความโกรธ ไม่สามารถทำให้ความโกรธสิ้นสุดได้
แต่การไม่เพิ่มเชื้อให้แก่ความโกรธต่างหากที่จะนำไปสู่ความสงบ
๑๕. ศัพท์เฉพาะบุคคลและเหตุการณ์
ติสส
ติสส เป็นชื่อบุคคล
ติสสเถระ = พระเถระนามว่าติสส
ข้อควรระวังในการจัดทำพจนานุกรมคือ พระติสสเถระมีหลายรูปในพระไตรปิฎกและอรรถกถา จึงไม่ควรนำเรื่องราวของพระติสสเถระรูปอื่นมาปะปนกัน
สำหรับเรื่องนี้ ต้องระบุให้ชัดว่าเป็น
พระติสสเถระผู้ว่ายากและถือตัว แห่งติสสเถรวัตถุ ในยมกวรรค
๑๖. คำว่า “เถระ”
เถระ — thera
หมายถึง
- พระผู้ใหญ่
- พระภิกษุผู้มีพรรษามาก
- ผู้ควรแก่การเคารพในฐานะพระเถระ
แต่เรื่องพระติสสเถระทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง
“ความเป็นเถระตามสมมติ”
กับ
“ความเป็นผู้ใหญ่ทางธรรม”
เพราะการมีอายุมาก หรือมีสถานะเป็นพระเถระ มิได้หมายความว่าจะมีคุณธรรมครบถ้วนตามสถานะนั้นโดยอัตโนมัติ
๑๗. หลักไวยากรณ์ที่ควรจำ
จากคาถานี้ นักเรียนบาลีควรฝึกแยกศัพท์อย่างน้อยดังนี้
| ศัพท์ | สิ่งที่ควรสังเกต |
|---|---|
| มํ | รูปกรรมของ อหํ |
| เม | รูปที่ใช้ในความหมายว่า ของเรา/แก่เรา |
| เวรํ | นาม นปุงสกลิงค์ เอกวจนะ |
| อกฺโกจฺฉิ | กริยาอดีต |
| อวธิ | กริยาอดีต |
| อชินิ | กริยาอดีต |
| อหาสิ | กริยาอดีต |
| อุปนยฺหนฺติ | กริยาปัจจุบัน พหูพจน์ |
| น | นิบาตปฏิเสธ |
| สมฺมติ | กริยา แสดงความสงบหรือระงับ |
๑๘. พจนานุกรมศัพท์ประจำเรื่อง
เรียงตามลำดับอักษร
อกฺโกจฺฉิ — ด่าแล้ว, บริภาษแล้ว
อชินิ — ชนะแล้ว
อทินนาทาน — การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
อวธิ — ฆ่าแล้ว, ทำร้ายแล้ว
อหาสิ — เอาไปแล้ว
อุปนยฺหน — การผูก, การผูกเวร
กมฺม — การกระทำ
ขนฺติ — ความอดทน
โทส — ความโกรธ ความขัดเคือง
ติสส — ชื่อพระเถระ
เถระ — พระผู้ใหญ่
น — ไม่
เม — ของเรา, แก่เรา
มํ — เรา, ข้าพเจ้า ในรูปกรรม
เวร — ความเป็นศัตรู ความพยาบาท
สมฺมติ — สงบ ระงับ
อเวร — ไม่มีเวร
๑๙. แบบฝึกวิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๑
จงวิเคราะห์คำว่า
อกฺโกจฺฉิ
ให้ระบุ
๑. เป็นศัพท์ชนิดใด
๒. มีความหมายว่าอย่างไร
๓. เป็นกาลหรือรูปกริยาอย่างไร
๔. ใครเป็นผู้กระทำ
๕. กรรมของกริยาคือศัพท์ใด
ข้อ ๒
จงวิเคราะห์
มํ
จากข้อความ
อกฺโกจฺฉิ มํ
และอธิบายว่าเหตุใดจึงแปลว่า “เรา” ทั้งที่ศัพท์เดิมคือ อหํ
ข้อ ๓
จงแยกองค์ประกอบของข้อความ
เวรํ เตสํ น สมฺมติ
แล้วแปลโดยรักษาหน้าที่ของศัพท์แต่ละคำ
ข้อ ๔
เปรียบเทียบ
เย ตํ อุปนยฺหนฺติ
กับ
เย ตํ น อุปนยฺหนฺติ
แล้วอธิบายว่า “น” เปลี่ยนความหมายของประโยคอย่างไร
ข้อ ๕
อธิบายความแตกต่างระหว่าง
เวร
กับ
อเวร
ในแง่ของหลักธรรม
๒๐. ข้อสังเกตเชิงธรรมะ
เรื่องพระติสสเถระมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงเรื่องของพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีความขัดแย้งกับผู้อื่น เพราะเรื่องนี้เปิดให้เห็นกลไกของจิตมนุษย์อย่างละเอียด
เมื่อถูกตำหนิ บุคคลอาจไม่ได้เจ็บปวดเพราะคำพูดเพียงครั้งเดียว แต่เจ็บปวดเพราะนำคำพูดนั้นกลับมาคิดซ้ำ
จาก
“เขาด่าเรา”
กลายเป็น
“เขาดูหมิ่นเรา”
จากนั้นกลายเป็น
“เราจะต้องเอาคืน”
และเมื่อความคิดเช่นนี้เกิดซ้ำ ๆ สิ่งที่เดิมเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งก็กลายเป็น เวร
พระพุทธองค์จึงมิได้ทรงสอนให้มนุษย์ปฏิเสธว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้น แต่ทรงสอนให้ ไม่เอาเหตุการณ์นั้นมาผูกไว้กับจิตจนกลายเป็นความพยาบาท
นี่คือความหมายที่ลึกซึ้งของ
“เย ตํ น อุปนยฺหนฺติ
เวรํ เตสูปสมฺมติ”
ผู้ใดไม่ผูกเวรไว้ เวรของผู้นั้นย่อมสงบระงับ
๒๑. สรุปท้ายเรื่อง
เรื่องพระติสสเถระ เป็นเรื่องที่ ๓ แห่งยมกวรรค และเกี่ยวข้องกับพระธรรมบทคาถาที่ ๓–๔ ซึ่งกล่าวถึง การผูกเวรและการไม่ผูกเวร
ศัพท์แกนกลางของเรื่อง ได้แก่
อกฺโกจฺฉิ — อวธิ — อชินิ — อหาสิ — อุปนยฺหติ — เวร — สมฺมติ
เมื่อศึกษาศัพท์เหล่านี้ตามหลักพจนานุกรมอรรถกถาธรรมบท จะเห็นว่าเนื้อหาของคาถามีความสัมพันธ์กันเป็นกระบวนการ
เหตุการณ์ → ความจำ → การปรุงแต่ง → ความโกรธ → การผูกเวร
และในทางกลับกัน
การไม่ยึดถือ → ไม่ผูกเวร → ความโกรธไม่ถูกสืบต่อ → เวรสงบระงับ
ดังนั้น เรื่องพระติสสเถระจึงมิใช่เพียงบทเรียนเรื่อง “การให้อภัย” เท่านั้น แต่เป็นบทเรียนเรื่อง ธรรมชาติของจิตและกระบวนการที่จิตสร้างความขัดแย้งขึ้นมาเอง
สำหรับการเรียนบาลีสนามหลวง เรื่องนี้ยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับฝึกการแยก นามศัพท์ กิริยาศัพท์ สรรพนาม นิบาต และการวิเคราะห์หน้าที่ของศัพท์ในประโยค โดยเฉพาะรูป มํ, เม, เวรํ, อกฺโกจฺฉิ, อวธิ, อชินิ, อหาสิ และอุปนยฺหนฺติ
ข้อควรจำประจำเรื่อง
เวรไม่ระงับด้วยเวร
แต่เวรย่อมระงับได้ด้วยการไม่ผูกเวร
นี่คือแก่นธรรมของ ติสสเถรวัตถุ และเป็นอีกขั้นหนึ่งของการศึกษายมกวรรคจาก “จิตเป็นต้นทางของการกระทำ” มาสู่ “จิตเป็นผู้เลือกว่าจะสืบต่อหรือยุติความขัดแย้ง”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น